วันอังคาร, สิงหาคม 23, 2554

มิงกาลาบา ตอนที่ 1 สู่ย่างกุ้ง

สายการบินแอร์เอเชียพาผมออกจากกรุงเทพมหานครเวลา 06.50 น. มุ่งหน้าสู่กรุงย่างกุ้งเช้าวันที่ 20 กรกฎาคม 2011 เวลาเพียง 50 นาที ผมก็มาถึงสนามบินย่างกุ้ง เมฆหนาทึบจนมองไม่เห็นปีกเครื่องบินนอกหน้าต่าง เครื่องตกหลุมอากาศตลอดทางที่ดิ่งลงจอด ผมรู้สึกได้ว่าเมื่อดิ่งลงไปแล้วก็กลับขึ้นมาใหม่เป็นเช่นนี้ถึง 3 ครั้ง สตรีผู้ถือศีลที่นั่งอยู่ในแถวเดียวกันยกมือขึ้นพนมสวดสงบใจจนกระทั่งเครื่องลงจอดสนิท ผมมมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นสนามบินขนาดกระทัดรัดเท่ากับสนามบินเชียงใหม่เมื่อ 4-5 ปีก่อนที่จะมีการปรับปรุง เมื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเรียบร้อยแล้ว ผมก็ลากกระเป๋าสีเหลืองสดออกมาภายนอก มีคนมารอรับญาติมิตรกันที่ด้านนอกมากพอสมควร สิ่งที่สะดุดตาผมคือผู้ชายนุ่งโสร่งเดินกันให้ขวักไขว่ ส่วนใหญ่เป็นชายวัยกลางคนกับผ้านุ่งสีหมากแดง ชายคนหนึ่งปราดเข้ามาหาผมพร้อมกับถามว่าต้องการแท๊กซี่หรือไม่ ผมมองหน้าเขาเป็นเชิงปฏิเสธพร้อมกับสอดส่ายสายตาหาเคาน์เตอร์เพื่อติดต่อรถเข้าเมือง เขายกบัตรที่คล้องคอให้ดูว่าเป็นเจ้าหน้าที่อำนวยความสดวกของสนามบิน เมื่อผมพยักหน้าเขาจึงนำออกไปด้านนอกอาคารส่งต่อให้กับพนักงานขับรถคันหนึ่ง เขานำกระเป่าผมไปเก็บไว้ท้ายรถ ส่วนผมเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับ เพื่อจะได้เห็นบ้านเมืองและได้คุยกับเขาสดวก







หนทางจากสนามบินเข้าเมืองค่อนข้างไกลพอสมควร สองข้างทางเป็นถนนกว้าง ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ การจราจรค่อนข้างพลุกพล่าน รถแท๊กซี่เป็นรถค่อนข้างเก่า คันที่ผมนั่งนี้ถือว่าสภาพภายในค่อนข้างดีแล้ว ฝนพรำเล็กน้อย ลมเย็นพัดผ่านกระจกรถที่ไขลงครึ่งบาน รถที่นี่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ คนขับชวนผมคุย เขาเคยอยู่เมืองไทยมาระยะหนึ่งช่วงที่นักศึกษาที่นี่ประท้วงและถูกปราบปรามอย่างหนัก ตอนนั้นเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้ง พ่อแม่เก็บหอมรอมริบส่งเขาไปลี้ภัยที่กรุงเทพฯ จนเมื่อเหตุการณ์สงบจึงกลับมาเรียนต่อ เมื่อเข้าใกล้เขตเมืองชั้นใน รถพลุกพล่านทั้งสามล้อ, รถส่วนตัว, รถมอเตอร์ไซค์ ผมเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่ แต่ละคนถือร่มกันเป็นเรื่องธรรมดาทั้งชายหญิง เกือบทั้งหมดนุ่งผ้าซิ่นและโสร่ง มีส่วนน้อยไม่ถึงร้อยละ 10 ที่นุ่งกางเกงหรือกระโปรงคลุมเข่า คนขับรถส่งสมุดรวบรวมผลงานของเขาให้ผมดู มีทั้งภาพที่นักท่องเที่ยวบันทึกและที่ส่งโปสการ์ดกลับมา มีลายมือของนักท่องเที่ยวที่ขอบคุณและชมเชยการทำหน้าที่ไกด์ของเขา เขามอบนามบัตรไว้ให้เผื่อว่าผมจะติดต่อเขาได้หากผมจะใช้บริการรถของเขาไปพุกามและมัณฑเลย์ รถพาผมมาส่งที่หน้าโรงแรมแพนด้า ค่าโดยสารคิด 6 ดอลลาร์






เมื่อแสดงใบสำคัญชำระเงินจองผ่านเครือข่ายอโกดาให้เจ้าหน้าที่ของโรงแรม เขาขอวีซ่าและให้ผมลงชื่อเข้าพัก พนักงานหน้าจีนๆพาผมขึ้นไปห้องพักชั้นที่ 11 เป็นห้องที่ใหญ่มาก ผนังห้องด้านหนึ่งเป็นกระจกใสทั้งผนังมองออกไปเห็นวิวเมือง ทุกแห่งเห็นเป็นสีเขียวของต้นไม้ และเห็นเจดีย์ชเวดากองอยู่บนเนินเขาชัดเจน ห้องปูด้วยปาร์เก้แผ่นใหญ่ โต๊ะตู้เตียงและเคาน์เตอร์บาร์เป็นไม้ชิ้นใหญ่หนาและหนัก เตียงขนาด 5 ฟุตคลุมไว้เรียบร้อย ภายในห้องน้ำปูด้วยกระเบื้อง มีอ่างอาบน้ำและฝักบัว ทางโรงแรมมีสบู่ก้อนเล็กให้ 2 ก้อน แชมพูสระผมหนึ่งขวด และชุดแปรงสีฟันกับยาสีฟันให้ สักพักมีเสียงเคาะประตูห้อง บริกรท่านเดิมนำหนังสือเดินทางที่ผมลืมไว้มาคืน หลังจากล้างหน้าแปรงฟันและทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย ผมสำรวจความพร้อม กระเป๋าสตางค์, หนังสือเดินทาง, กล้องถ่ายรูปและแบตเตอรี, ร่ม, กระดาษชำระ, ฯลฯ ก่อนออกไปสัมผัสบรรยากาศข้างนอก โปรแกรมในวันแรกของผมคือ วัดสามแห่ง และย่านเมืองเก่า เมื่อออกไปหน้าโรงแรม ผมจับรถไปตลาดบ๊กยกอองซานเพื่อแลกเงิน, หาซื้อคอนแทกเลนส์ เมื่อมาถึงหน้าตลาด ผมส่งเงิน 10 ดอลลาร์ให้คนขับ ค่ารถ 2 ดอลลาร์ เขาไม่มีเงินทอน ผมก็ไม่มีเงินจ๊าด (kyat) เขาถามผมว่าผมพักที่โรงแรมใช่ไหม ไว้คืนให้เขาตอนกลับ ผมบอกเขาว่าขอเป็นค่ำๆ (evening)




ตลาดบ๊กยกอองซาน



ตลาดบ๊กยกอองซาน เป็นตลาดใหญ่ ด้านหน้าติดถนนเป็นอาคารรูปตัวยู 2 ชั้น ตรงกลางตัวยูเป็นอาคารชั้นเดียวอีกอาคารหนึ่งยาวลึกเข้าไปข้างใน มองเห็นหลังคาคล้ายๆกับสถานีรถไฟหัวลำโพง สองข้างอาคารแตกกิ่งออกไปอีกไม่ผิดอะไรกับก้างปลา ร้านค้าในอาคารรูปตัวยูเป็นร้านรวงจำหน่ายเสื้อผ้า, อัญมณี, ภาพเขียน, เครื่องสำอางค์ และเสื้อผ้า มีหลายแบรนด์ที่ไปจากเมืองไทย เช่น แอร์โรว์, นีเวีย เป็นต้น ส่วนของอาคารที่ดูคล้ายสถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นร้านขายอัญมณี, เครื่องไม้แกะสลัก, และแลกเกอร์แวร์ ก้างปลาที่แตกออกไปสองข้าง คล้ายกับตลาดประตูน้ำบ้านเราราว 20 ปีก่อน เป็นแผงยกพื้นสูงราว 80 ซม. ขายเสื้อผ้าเป็นหลัก มีร้านที่ขายของที่ระลึกบ้าง, ร้านอาหาร, ตลาดอัญมณี, ภาพเขียน, ร้านเครื่องไม้แกะสลัก, เขาจัดไว้เป็นโซนๆ ฝนที่ตกไม่หยุดทำให้ผมต้องกางร่มเดินข้ามไปข้ามมา พื้นถนนรอบๆตลาดเป็นหินแกรนิตก้อนลูกบาศก์เรียงกันเหมือนในยุโรป ผมลองสำรวจคร่าวๆ ราคาภาพสีน้ำมันขนาด 24 นิ้วอยู่ที่ 75 ดอลลาร์ ตลอดเส้นทางในตลาดมีคนเข้ามาชวนแลกเงินไม่ขาด ผมไม่กล้าแลกเงินตามท้องถนน พยายามมองหาร้านแลกเงินแต่ไม่พบ ผมคิดว่าจะไปแลกเงินที่โรงแรมเซ็นทรัลซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก มีศูนย์การค้าอยู่ข้างตลาดแห่งหนึ่งจึงแวะเข้าไปดูว่ามีอะไรจำหน่าย พนักงานรักษาความปลอดภัยให้ถุงพลาสติกมาไว้เก็บร่มหนึ่งใบและต้อนผมผ่านเครื่องเอกซเรย์ ภายในมีแต่ร้านขายเสื้อผ้าวัยรุ่นเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากประเทศไทย ผมเดินวนผ่านหนึ่งรอบเห็นว่าไม่มีอะไรก็กลับออกมา เจ้าหน้าที่ขอถุงพลาสติกคืน ผมถามพนักงานรักษาความปลอดภัยว่าบริเวณใกล้เคียงมีที่แลกเงินหรือไม่ เขาบอกผมให้ยืนรอแล้วก็หายตัวไป สักพักเขากลับมาพาผมไปที่ชั้นสอง เป็นร้านขายเสื้อฟ้าวัยรุ่นขนาด 2 คูหา เด็กหนุ่มข้างบนถามผมว่าต้องการแลกเงินหรือ เขาให้ผมแลกในอัตรา 770 จ๊าด/ดอลลาร์ เงินใบละ 1,000 จ๊าด จำนวน 77 ใบ ใส่ลงกระเป๋าสตางค์ไม่หมดต้องแบ่งเป็นสองกระเป๋า






ใกล้เที่ยงเต็มที ผมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามตลอดบ๊กยกอองซาน ผู้คนแถวนี้จอแจมาก มีหาบเร่แผงลอยเต็มไปหมด ชั้นล่างของอพาร์ทเมนต์เป็นแผงขายหนังสือ ดูแล้วคล้ายๆกับสนามหลวงแถวแม่พระธรณีบีบมวยผมเมื่อตอนผมเป็นวัยรุ่น ฝนยังไม่หยุดตก ผมดูจากไดเรคทอรีของโรงแรมเห็นว่าถนนซอยแถบนี้มีร้านแว่นตาหลายร้าน ผ่านไปหลายร้านมีแต่ร้านเล็กๆจำหน่ายเฉพาะกรอบแว่น ร้านอเมริกันวิชั่นเป็นร้านใหญ่ มีลูกค้ากำลังวัดสายตากันอยู่ 2-3 คน เมื่อผมถามหาคอนแทกเลนซ์รายเดือน เขาส่งผมต่อให้พนักงานอื่นๆหลายทอด เขามีแต่คอนแทกซ์เลนซ์รายปักษ์ ในพม่าไม่มีชนิดรายเดือนจำหน่าย กล่องละ 3 คู่ราคา 14,000 จ๊าด เกือบ 550 บาท คิดไปคิดมาแพงกว่าเมืองไทยเลยเปลี่ยนใจสวมแว่นต่อไป ข้างร้านแว่นตาผมเห็นว่ามีร้านอาหารไทยชื่อโรส เขาติดป้ายว่าบริกรพูดไทยได้ เข้าไปสั่งผัดไทยและน้ำอัดลมของพม่า เขาให้เส้นมาเยอะมาก ส่วนน้ำอัดลมรสชาติเหมือนสปอนเซอร์ ในร้านมีรูปในหลวงและสมเด็จ มองดูแล้วคนทั้งร้านหน้าตาเป็นพม่า ผัดไทยเขาคิดจานละ 2,300 จ๊าด น้ำอัดลมขวดละ 500 จ๊าด เมื่อส่งเงินให้ 3,000 จ๊าด เขาทอนแบงค์ 200 จ๊าดที่เน่าสนิทจนดูสีเดิมไม่ออก บนธนบัตรปะแล้วปะอีกด้วยเทปใส สุภาพสตรีเจ้าของร้านค้อนขวั¬บใหญ่เมื่อผมขอเปลี่ยนใบใหม่ ส่วนบริกรหัวเราะชอบใจ ภายหลังจึงเห็นว่าคนพม่าเขาใช้กันแม้จะเน่ากว่านี้ก็ตาม








เมื่ออิ่มท้อง ผมเดินไปสถานีรถไฟย่างกุ้ง Central railway station ถนนซูเลพญา เป็นถนนขนาดใหญ่ 6 ช่องจราจร ถนนยกสูงให้รถไฟลอดข้างใต้ ผมเห็นหลังคายอดปราสาทแต่ไกล เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าเป็นหลังคาของสถานีรถไฟย่างกุ้ง หน้าสถานีรถไฟตั้งปฏิมากรรมรูปหนุ่มสาวชาวมอญเล่นน้ำสงกรานต์ ฝีมือของช่างปั้นงดงามสมจริง เสื้อผ้าเปียกน้ำแนบกายเห็นความแตกต่างของกล้ามเนื้อหยิงสาวและชายหนุ่ม ผมว่างามกว่าช่างไทยเสียอีก ตึกที่ทำการสถานีรถไฟเป็นตึกฝรั่งเรียบง่ายสองชั้น หลังคาเป็นยอดปราสาท ซ้ายขวาได้รูปสมมาตร หน้าสถานีมีรถแท๊กซี่จอด ผู้คนไม่พลุกพล่าน ในตีกชั้นล่างมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วเป็นกลุ่มกระจายกันหลายจุด ตามผนังเต็มไปด้วยประกาศการรถไฟภาษาพม่า ส่วนโถงโล่งไม่มีที่นั่ง นอกจากนั่งพื้น ค่อนข้างสกปรกมีฝุ่นหนา ภายในเพดานสูงโปร่งมีระเบียงรอบชั้นสอง ระหว่างตัวตึกกับชานชลามีรั้วเหล็กขวาง ภายในมีร้านขายของไม่ต่างจากสถานีรถไฟบ้านเราในยุค 30 ปีก่อน เมื่อผมสอบถามหาซื้อตั๋วไปพะโค เจ้าหน่าที่บอกให้ผมข้ามชานชลาไปตามสะพานไปถนนคู่ขนานอีกด้านหนึ่ง (ถนนบ๊กยกอองซาน) สถานที่ขายตั๋วอยู่ตรงข้ามเยื้องกับตึกซากุระ ผมเดินข้ามชานชลาไปตามที่เจ้าหน้าที่บอก เห็นป้ายบอกชานชลามีอยู่ 6 สาย ถนนติดสถานีรถไฟอีกด้านหน้าเต็มไปด้วยโรงภาพยนต์ มีโรงภาพยนต์อยู่ 3-4โรง หนังที่ฉายเป็นหนังพม่าเป็นส่วนใหญ่และมีหนังเกาหลีด้วย เดินไปเกือบถึงตึกซากุระก็เห็นประตูทางเข้าสถานีรถไฟอีกด้านหนึ่ง ผ่านประตูเข้าไปเห็นศาลาโครงเหล็กมุงสังกะสีขาว มีช่องจำหน่ายตั๋วสามสี่สิบช่อง แต่มีเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วเพียงไม่กี่ช่อง ผมลองเดินลึกเข้าไปทางซ้ายมือก็เห็นมีที่ขายตั๋วอีกแถวหนึ่ง มีชาวต่างชาติยืนซื้อตั๋วอยู่ด้วย จึงได้ลองเข้าไปถามหาตั๋วไปพะโค เจ้าหน้าที่บอกให้ไปรออีกช่องหนึ่งใกล้ๆ เขาให้ผมรอทั้งๆที่มีคนนั่งอยู่ตรงนั้น 4-5 คน มองเข้าไปข้างในเห็นเป็นตึกเป็นห้อง ภายในมีตุ้ โต๊ะไม้หยาบๆ เจ้าหน้าที่ในห้องนุ่งกางเกงขายาวสีกากี สวมแต่เสื้อกล้ามกำลังเล่นไพ่กันที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว สักพักมีคนมาถามเพื่อออกตั๋วให้ เขาบอกผมว่าเช้ามีรถเที่ยว 06.00 น. และ 06.30 น. หากผมไปรถเที่ยวหกโมงเช้าเขาคิด 4 ดอลลาร์ หากเป็นรถเที่ยวหกโมงครึ่งคิด 5 ดอลลาร์ ผมยืนยันเที่ยวหกโมงครึ่งเพราะกลัวจะตื่นไม่ทันพลาดรถ เจ้าหน้าที่ออกตั๋วเขียนให้ผมในเล่มเหมือนใบเสร็จกระดาษปรู๊ฟบางๆด้วยภาษาพม่าปนกับภาษาอังกฤษ และลงในบุ๊คจองของเขาเองที่ตีไว้เป็นช่องตารางด้วยกระดาษปรู๊ฟโรเนียว เมื่อกลับมาถึงที่พักในตอนกลางคืนผมถ่ายรูปตั๋วเก็บไว้ และดีที่ถ่ายรูปไว้เพราะเขาเก็บตั๋วผมไว้เมื่อจะออกจากสถานีพะโค



ชอดาจีพญา



ผมเดินกลับไปที่หน้าสถานีรถไฟ แท๊กซี่ที่จอดรอผู้โดยสารถามผมว่าจะไปไหน ผมบอกว่าจะไปวัดช็อคทัตจี เขาทวนคำพูดผม ชอดาจี reclining buddha? ผมได้ชื่อช็อคทัตจีมาจากในหน้าเวป เอาเป็นว่าคนไทยอ่านชื่อกันตามใจชอบโดยเดาจากภาษาอังกฤษ แต่พม่าเขามีหลักเทียบเคียงการออกเสียง Chaukhtatgyi chaukh au เป็นสระออกเป็นเสียง ออ เขาออกเสียงตัว ช หรือ ch พยัญชนะตัวหน้า ส่วนตัวสะกดเขาไม่ออกเสียงหรือติดแค่ลึกๆในลำคอ เสียงตัว k จึงไม่มี สำหรับ htat นั้น ht ออกเป็นเสียง ด ส่วน t ซึ่งเป็นตัวสะกดไม่ออกเสียง รถคันที่ผมนั่งเบาะเป็นกำมะหยี่มอมแมม คอนโซลหน้าปัดมีแต่ช่องโบ๋ๆ เขามีมิเตอร์แต่ส่วนใหญ่ถอดวางกลิ้งอยู่ตามช่อง พื้นรถไม่มีพรมบุ เห็นพื้นเหล็กชัดๆ อย่างมากก็วางถาดรองพลาสติกใสไว้ ส่วนประตูรถมีแต่กลอนและมือหมุนกระจก ไม่มีกำมะหยี่และโครงพลาสติกปิด เห็นเหล็กประตูชัดเจน พนักงานนั่งขับพวงมาลัยขวาเช่นเดียวกับรถที่ขับชิดขวา เมื่อรถผ่านถนนสายหนึ่ง ผมเห็นอาคารเหมือนโกดังโรงงานขนาดใหญ่อยู่บนเขา รถพาผมไปส่งที่ลานวัด ผมจึงรู้ว่าโกดังหลังใหญ่เป็นวิหารพระนอนวัดชอดาจี ผมฝากรองเท้าเขาคิดค่าฝาก 300 จ๊าด ชาวพม่าทุกคนถอดรองเท้าเดินภายในเขตวัด ภายในวิหารมีพระนอนขนาดใหญ่ ชาวพม่าปั้นพระเหมือนจริงต่างจากไทยที่เป็นปฏิมากรรมแบบนามธรรม พระนอนของพม่ามีมวยผมดำ ผิวขาว สวมเทริด ลายจีวรพับจีบพริ้วไปทั้งองค์ ตาของพระนอนชอดาจีทำจากกระจกใสแวววาว นัยน์ตาสีฟ้าเข้ม ติดขนตาไว้เป็นแผงหนา พระนอนพม่ามักซ้อนเท้าไขว้ซึ่งต่างจากศิลปะไทยที่ซ้อนเทินตรงๆ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือลายมงคล 108 ใต้ฝ่าเท้า มีตำนานเล่ากันว่า เดิมพระนอนวัดชอดาจีไม่เป็นอย่างที่เห็น เดิมเป็นพระยืนขนาดใหญ่ แต่ต่อมาพระเมื่อยจึงได้ล้มตัวลงนอน หากจะให้ผมเดาแต่เดิมอาจเป็นพระยืน ต่อมาได้ปรักพังลงมาจึงจับตะแคงและแก้ไขเป็นรูปทรงที่เห็นกันในทุกวันนี้


งาดาจีพญา



ผมออกจากวัดเดินตามทางหลังคาคลุมออกสู่ถนนใหญ่ สองข้างทางเป็นร้านขายของที่ระลึก สวนใหญ่เป็นเครื่องไม้แกะ มีตั้งแต่พระพุทธรูป, พระธุดงค์, ซุ้มหิ้งพระ, ช้าง, และเทวดา ผมเดินข้ามไปอีกฝั่งถนนซึ่งเป็นที่ตั้งวัดงาดาจี Ngahtatgyi สองข้างทางเป็นท่อระบายน้ำกว้างและลึกผ่านบ้านและโรงเรียน โรงเรียนคงใกล้เลิกเลิกเต็มที ผมเห็นพ่อแม่กางร่มทยอยเดินมาอออยู่หน้าประตูเล็กๆ เข้าไปอีกเล็กน้อยผมก็เห็นทางเดินขึ้นเนินมีหลังคาคลุม หญิงที่เดินข้างหน้าผมถอดรองเท้าแตะเดินไปตามทางขึ้นวัด ผมก้มลงแก้เชือกรองเท้าและถอดถุงเท้าเดินไปตามทาง ถนนค่อนข้างสกปรก มีทั้งขี้หมาขี้แมวทำให้ผมต้องใช้ความระมัดระวังเลิกพะวงเรื่องคิดจะถ่ายรูปไปชั่วขณะ ทางเดินพาผมขึ้นไปถึงหน้าวิหาร วิหารหลังนี้วางรากเป็นตึก ปลูกด้วยไม้ หลังคาสังกะสี นิยมใช้สีหมากแดง และเดินคิ้วเหลือง เขาเรียกเก็บเงินผม 2 ดอลลาร์หรือ 2,000 จ๊าด ผมเลือกจ่ายแพงกว่าด้วยจ๊าดเพราะถ้ามีเงินจ๊าดเหลือแลกคืนยาก พระประธานเป็นพระทรงเครื่องกษัตริย์ สวมเทริดและมงกุฏ ทรงกุณฑล ซุ้มไม้แกะสลักลายเถาเบื้องหลังงดงามมาก องค์พระนั่งสูงจรดเพดานในตำแหน่งพญาธาตุ (พญาธาตุคือส่วนของวิหารที่มีหลังคาซ้อนกันหลายชั้นสูงขึ้นไป เป็นส่วนที่สูงที่สุดและสำคัญที่สุด) ส่วนยอดของพญาธาตุเป็นเจดีย์ ภายในวิหารมีระฆังใบใหญ่แขวนไว้ ผมติดใจความงามของพระวัดงาดาจี เป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นผมจึงได้ลงมา ฝนยังตกไม่หยุด เมฆหนาฟ้าหม่น ผมกางร่มเดินลงไปตามทางลงเขาด้านหน้าคนละทางกับที่ขึ้นมา ทางเดินมีศาลาพักเป็นระยะ พื้นปูด้วยหินอ่อน ลงมาถึงหน้าประตูวัดจึงได้สวมรองเท้า ประตูวัดเป็นซุ้มประตูยอดปราสาท สองข้างประดับด้วยสิงห์คู่สูงกว่า 4 เมตร ผมเรียกรถไปเจดีย์ชเวดากอง ตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่นั่นจนค่ำ รถคันที่ผมนั่งมีถังแก๊สขาว ผมถามคนขับรถว่าเป็นแก๊สอะไร ได้คำตอบว่าเป็น CNG ราคาแก็สที่นั่นแพงกว่าเมืองไทย ตกกิโลกรัมละ 15 บาท เขาส่งผมลงที่ประตูวัดด้านทิศเหนือ คิดค่าจ้าง 1,500 จ๊าด ระยะทางประมาณ 1.5 กม. ความจริงไม่ไกลเท่าใดแต่ขอเก็บแรงไว้เดินเที่ยวจะดีกว่า ไม่ไกลจากประตูมีเรือนแถวชั้นเดียววางของขาย เกือบทั้งหมดเป็นสินค้าไม้แกะสลัก ช่างแกะไม้กันที่หน้าร้านของตนเอง เขาใช้สิ่วและค้อนตอกไม้ท่อนกันอย่างชำนาญ ผมยิ้มให้และขอเขาถ่ายรูป เลยเข้าไปเป็นร้านอาหาร และร้านสังฆภัณฑ์ มีเครื่องเช่นจำหน่าย เขาวางมะพร้าวทั้งลูกไว้กลางกระจาดและเอากล้วยหวีโอบรอบ มะพร้าวบางลูกทาสีทองอร่าม เวลาลูกค้ามาชื้อเขาจะปักใบไม้และดอกไม้ ปักร่มกระดาษพับ ผมแวะพักดื่มกาแฟที่ร้านกาแฟข้างทาง เขาเอากาแฟทรีอินวันของเนสกาแฟวางมาคู่กับถ้วยน้ำร้อน บนโต๊ะมีขนมไข่ และขนมอบอีก 2-3 อย่าง มีกระติกน้ำร้อน สีชาจับที่พวยทำให้ผมรู้ว่าข้างในเป็นน้ำชา ถ้วยชาแบบจีนคว่ำไว้ในชามที่มีน้ำหล่อ ผมเลือกขนมไข่กินแกล้มกาแฟ เด็กชายเห็นผมนำกล้องขึ้นมาบันทึกภาพก็ตรงรี่มายืนดูอยู่ข้างๆ ทีวีกำลังฉายหนังพม่า เป็นหนังตลก คนดูหนังหัวเราะสนุกสนาน วัฒนธรรมเราไม่ต่างกันเลยอย่างน้อยตลกของเราเหมือนกัน

โรงหนังข้างตึกซากุระ ตึกที่สูงที่สุดในย่างกุ้ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น