วันศุกร์, สิงหาคม 26, 2554

มิงกาลาบา ตอนที่ 2 ตำนานชเวดากอง

ผมเดินกลับมาทางขึ้นเจดีย์ทางด้านทิศเหนือ จัดการฝากรองเท้าไว้ เขาคิดค่าฝาก 1,000 จ๊าด พร้อมกับให้กระดาษหมายเลขมาด้วย สองข้างบันไดทางเดินขึ้นเจดีย์เป็นร้านขายของสำหรับคนไปไหว้พระธาตุ และมีของที่ระลึกพวกงานแกะสลักไม้, ภาพถ่ายบ้าง ทางขึ้นมีหลังคาคลุม มีชั้นพักบันได หากมองจากภายนอกแต่ละที่พักบันไดจะเป็นหลังคายอดปราสาท เขาแกะสลักไม้เป็นเรื่องราวทศชาติชาดก และเรื่องการอัญเชิญพระเกศาธาตุมาบรรจุในเจดีย์ชเวดากอง สุดทางบันไดเป็นซุ้มประตูยอดปราสาท มีคนขายเครื่องบูชาพระธาตุ ได้แก่ลูกมะพร้าวและกล้วยที่ผมเห็นข้างล่างคอยส่งสัญญาณไปที่ซุ้มที่อยู่ห่างออกไปให้มาขายตั๋วนักท่องเที่ยว เขารู้ได้อย่างไรว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นชาวพม่า เครื่องแต่งกายและกล้องถ่ายรูปขนาดใหญ่ของผมมันฟ้อง ฝนยังตกไม่ขาดสาย พนักงานต้อนรับที่นี่เป็นชายหนุ่ม สวมเสื้อคอจีนปล่อยชายสั้นสีขาวแขนยาว กระดุมผ้า นุ่งโสร่งทอเป็นมันผิดกับชาวบ้านทั่วไป เห็นเขาแต่งกายชุดประจำชาติแล้วดูดี ผิดกับชายไทยที่เราไม่มีชุดประจำชาติแล้วทั้งๆที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร เขาเตือนผมว่าให้เดินบนพื้นที่เป็นหินอ่อนเพราะมันไม่ลื่น ระวังอย่าเดินบนพื้นที่ปูกระเบื้อง ค่าบัตรเข้าชมพร้อมกล้องถ่ายรูป 5 ดอลลาร์ หญิงพม่าคนหนึ่งออกมาจากด้านหลังซุ้มขายบัตรถามผมว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า สำเนียงภาษาไทยเธอแปร่งนิดหน่อย ผมปฏิเสธเธอว่าวันนี้ผมตั้งใจมาถ่ายรูป ยังไม่ต้องการไกด์นำทางเพราะผมเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว พร้อมกับยกหนังสือโลนลีพลาเนตให้ดู เธอบอกว่าเธอมีรายละเอียดมากกว่าในหนังสือ และผมอาจดูได้ไม่ครบ ผมโบกมือบอกเธอว่าไว้คราวหน้านะครับ

ทางหลังคาเดินขึ้นทางด้านทิศเหนือ

ฝนยังตกต่อเนื่องไม่หยุด ฟ้าขาวเพราะเมฆปกคลุม ผมเดินวนเวียนอยู่แถบด้านทิศเหนือ มีวิหารขนาดใหญ่เล็กเต็มไปหมด วิหารเหล่านี้มีคณะศรัทธาต่างๆมาสร้างไว้ ที่อยู่ทางทิศเหนือติดซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกประดับกระจกแวววาวทั้งหลัง ลักษณะปลูกสร้างแบบอินเดีย ถัดไปทางมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีต้นโพธิ์ใหญ่ ผมพยายามมองหาแม่น้ำย่างกุ้งจากบนเขาแต่ไม่เห็น ใกล้ๆกับต้นโพธิ์มีหมู่เจดีย์ เล่ากันว่ามีพระทันใจอยู่หนึ่งองค์ พระทันใจองค์นี้ตั้งอยู่ในสถูปของพระนางชินสอบู Shin Saw Bu แถบนั้นยังมีต้นตาลเหลืออยู่เพียง 2 ต้น แต่เดิมพื้นที่ด้านบนเจดีย์ชเวดากองมีดงต้นตาลอยู่ ปัจจุบันล้มตายไปเกือบหมดและไม่มีการปลูกใหม่อีก ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ มีแผ่นจารึกบนหินทราย 3 แผ่น เป็นภาษาพม่า ภาษาบาลี และภาษามอญ ย้ายมาจากซุ้มทางขึ้นด้านด้านทิศตะวันออก เป็นจารึกเล่าเรื่องการสร้างเจดีย์ชเวดากอง พระเจ้าธัมมเซติ หรือธรรมเจดีย์ Dhammazedi แห่งเมืองพะโคโปรดให้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15 ติดกับจารึกมีเจดีย์ขนาดใหญ่องค์หนึ่ง เรียกกันว่า นาวดอจี Naung Daw Gyi อันหมายถึงเจดีย์พี่ เมื่ออัญเชิญพระเกศาธาตุมาบรรจุไว้ชั่วคราวที่เจดีย์พี่ จนกระทั่งเจดีย์ชเวดากองสร้างเสร็จจึงได้อัญเชิญออกไป


สถูปพระนางชินสอบู  ซุ้มทางด้านซ้ายมือมีรูปเคารพ "พระทันใจ" มีต้นตาลเหลือเท่าที่เห็น

ซ้ายมือ ซุ้มประตูยอดปราสาทด้านทิศเหนือ  เจดีย์พี่ นาวดอจี อยู่ทางขวามือ


เรื่องมีอยู่ว่าพ่อค้าชาวโอกกาลาสองพี่น้องชื่อ ตาปุสสะ Taphussa และ บัลลิกา Bhallika ได้ยินว่ามีการกันดารอาหารทางตะวันตก (ประเทศอินเดีย) จึงได้บรรทุกข้าว 500 เกวียนลงเรือ แม่ของเขาเสียชีวิตแล้วจุติเป็นเทพ spirit or nat สั่งให้ลูกทั้งสองตามหาพระเกศาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เทพได้พาเกวียนของเขามาถึงใต้ต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นวันที่เจ็ดหลังจากพระองค์สำเร็จโพธิญาณ สองพี่น้องจึงได้ถวายรวงผึ้งและดอกไม้สีทอง เมื่อฉันท์เสร็จทรงแสดงธรรม สองพี่น้องจึงได้ขอพระเกศาจากพระพุทธเจ้ามาเป็นที่ระลึก จำนวน 8 เส้น ในคราวนั้นท้าวสักกะหรือพระอินทร์เนรมิตโกศหรือพญาธาตุให้เป็นที่เก็บพระเกศา พระพุทธเจ้าสั่งให้สองพี่น้องนำพระเกศาธาตุไปบรรจุรวมไว้กับพระธาตุของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนหน้าอีก 3 องค์ในยุคเดียวกันที่ภูเขาสิงหอุตตรา Singhauttara hill ในระหว่างทางกลับสองพี่น้องเผชิญเหตุไม่คาดฝันหลายประการ เขาสูญเสียพระเกศาให้กับกษัตริย์เมืองโอริสสา Orissa และเมืองนาคา Nagas เมื่อมาถึงดากาอน (ย่างกุ้ง) สองพี่น้องหาภูเขาสิงหอุตตราไม่พบเพราะต้นไม้ขึ้นปกคลุมจึงได้หยุดอยู่ที่เจดีย์ซูเล Sule pagoda ร้อนถึงพระอินทร์ต้องสั่งให้ท้าววิศกัมม หรือวิษณุกรรม Vissakamma ลงมาถางป่า ปรับยอดเขาสิงหอุตตราให้ราบเรียบ ขุดอุโมงค์กว้าง 21 เมตร ลึก 21 เมตร พวกเทวดามาช่วยกันค้นหาพระธาตุของพระพุทธเจ้าอีก 3 องค์ ได้แก่ ผ้าอาบน้ำฝนของพระกกุสนท์เจ้า Kakusandha ไม้เท้าของพระกัสสบเจ้า Kassapa ชายสบงของพระโกนาคมน์เจ้า Konakammana นำทั้งหมดลงบรรจุในอุโมงค์ที่ประดับด้วยเงิน, ทอง, ไข่มุก, ทับทิม แล้วก่ออิฐสร้างเจดีย์คลุมไว้ เมื่อเปิดพระโกศออกมาเกิดปาฏิหารย์พระเกษธาตูอยู่ครบทั้ง 8 เส้น ตำนานเรื่องพระเกศาธาตุที่จารึกไว้มีหลายกระแส บ้างก็เชื่อว่าพม่ารับวัฒนธรรมมาจากศรีลังกาเพราะเป็นเรื่องราวเดียวกัน ชาวโอกาลาของพม่า คือชาวเมืองโอริสสาของอินเดีย บางตำนานก็เล่าว่า ภูเขาสิงหอุตตรามีอายุหนึ่งหมื่นปี ปรากฏพระธาตุของพระพุทธเจ้า 3 องค์ มีคำทำนายว่าสิงหอุตตราจะสูญสิ้นความศักดิ์สิทธิ์หากไม่มีพระธาตุจากพระพุทธเจ้าองค์ที่สี่ พระเจ้าโอกาลาปา Okkalapa กษัตริย์พม่าที่ปกครองดินแดนสุวรรณภูมิทรงทุกข์ใจยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้พ่อค้าสองพี่น้องออกไปตามหาพระพุทธเจ้า สองพี่น้องไปถึงดินแดนพุทธคยาได้พบกับพระโคดมเจ้าที่พักอยู่ที่โคนต้นโพธิ์เป็นสัปดาห์ที่ 7 (วันที่ 49) จึงได้ถวายรวงผึ้ง เมื่อได้พระเกศามาแล้วระหว่างทางถูกพระเจ้าแผ่นดินแถบนั้นปล้นไป 2 เส้น ถูกพญานาคจากเมืองบาดาลชิงไปอีกสองเส้นระหว่างข้ามอ่าวเบงกอล เมื่อนำผอบบรรจุพระเกศาถวายพระเจ้าโอกกาลาปา พระเกศาอยู่ครบทั้ง 8 เส้น


ตำนานเจดีย์ชเวดากองกล่าวว่าเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เป็นเจดีย์สูงเพียง 21 เมตร บางแห่งว่า 8.2 เมตร ตั้งแต่มีการบรรจุพระเกศาธาตุ มีกษัตริย์ปกครองต่อมาอีก 32 พระองค์ก่อนที่เจดีย์จะพังลงมาเพราะแผ่นดินไหว ตามตำนานเล่าว่าพระเจ้าอโศกมหาราชทรงบูรณะพระเจดีย์ในครั้งนั้น พระเจ้าอโนรธา Anawrtha แห่งอาณาจักรพุกามทรงถวายฉัตรทองคำและเงินประดับในราวศตวรรษที่ 11 ในตำนานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เจดีย์ชเวดากองสร้างโดยชาวมอญในช่วงคริสตศตวรรษที่ 6-10 แผ่นดินไหวหลายครั้งจนมีการบูรณะซ่อมแซมใหม่อยู่เป็นระยะ แต่เดิมเป็นเจดีย์ก่ออิฐสอปูน จนถึงสมัยของพระเจ้าบินเนียอู Binnya U ปี 1362 ได้เสริมเจดีย์ขึ้นไปเป็น 66 เมตร ในช่วงปี 1455-62 พระนางชินสอบู Shinsawbu ได้บริจาคทองคำ 40 กิโลกรัมเพื่อหุ้มพระเจดีย์ เป็นครั้งแรกที่มีการหุ้มพระเจดีย์ด้วยทองคำและถือปฏิบัติกันแต่นั้นเป็นต้นมา มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลถวายทองคำเป็นจำนวนมาก ในประวัติศาสตร์เล่าว่าพระนางถวายทองคำเพื่อการบูรณะหลายครั้ง พระนางให้สร้างฉัตรยอดเจดีย์ทำจากทองคำ ประดับด้วยอัญมณีมีค่า และยกพระเจดีย์ขึ้นอีก 40 เมตร พระนางอยู่ดูการก่อสร้างจนสิ้นพระชนม์ในปี 1472 พระเจ้าธรรมเจดีย์ Dhammazedi แห่งเมืองพะโค พระราชบุตรเขยของพระนางชินสอบูขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้บูรณะอย่างต่อเนื่องและถวายทองคำหุ้มพระธาตุเจดีย์ด้วย พร้อมกับให้ตั้งหลักจารึกขึ้น 3 หลักที่ทางขึ้นด้านทิศตะวันออกในปี 1495 ในสมัยที่อังกฤษปกครองพม่า พระเจ้ามินดองมิน Mindon Min เมืองมัณฑเลย์ได้ถวายฉัตรทองคำประดับอัญมณีองค์ใหม่ ภาพถ่ายที่ผมได้เห็นไม่ได้มีแต่ฉัตรทองคำเปล่าๆ มีระฆังทองคำองค์เล็กประดับรอบฉัตรแต่ละชั้น ตามก้านรัศมีของฉัตรแต่ละชั้นเต็มไปด้วยกำไลและสร้อยคอทองคำซ้อนกันแน่นขนัดตามแต่กำลังศรัทธาโดยเสด็จพระราชกุศล ทั้งจากชาวย่างกุ้งเองและจากรัฐต่างๆที่ส่งเข้ามา เจดีย์องค์ปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ภายหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1768 สูง 99 เมตร (372 ฟุต) ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงจากพื้นราบ 51 เมตร ประมาณว่าทองคำแผ่นบนส่วนปลีของเจดีย์มีอยู่ 12,153 แผ่น แต่ละแผ่นมีขนาด 1 ตร.ฟุต ว่ากันว่าเฉพาะที่เจดีย์มีทองคำมากกว่าที่มีในธนาคารชาติอังกฤษเสียด้วยซ้ำ บนฉัตรยอดเจดีย์ประดับด้วยเพชร 1,100 เม็ดหนัก 278 กะรัต และหินมีค่าอื่นอีก 1,383 เม็ด ส่วนของพุ่มทองคำประดับเพชร 4,351 เม็ด น้ำหนักรวม 1,800 กะรัต เฉพาะเพชรยอดพุ่มเพียงเม็ดเดียวหนัก 76 กะรัต

ลานอธิษฐานรูปดาว  ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
กัสสป พุทธเจ้าองค์ที่ 3 ของกัลป์นี้ตามความเชื่อของนิกายเถรวาท  ล้านนาเรารับความเชื่อนี้เช่นกันเพราะเป็นเมืองขึ้นของพม่ามาก่อน เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือชินกาลมาลินี

ชเว Shwe หมายถึงทองคำ ในภาษาพม่า คำว่า ดากอน Dagon มาจากชื่อของพื้นที่ ชื่อดากอนเริ่มปรากฏครั้งแรกในศตวรรษที่ 6 ในเอกสารครั้งแรกราวศตวรรษที่ 10-11 ในฐานะหมู่บ้านชาวประมงของมอญ และทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อพระเจ้าอลองพญาปราบปรามหัวเมืองพม่าตอนกลางคือ อังวะ, ตองอู และพะโคทางตอนใต้ได้สำเร็จ พระองค์ตั้งเมืองย่างกุ้งขึ้น โดยผนวกเอาและแผลงชื่อดากอนไว้ในชื่อเมือง Yangon มีความหมายว่า “สิ้นสุดการต่อสู้” ในปี 1826 พม่าตอนล่างตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ (มัณฑเลย์เป็นเมืองหลวงในขณะนั้น) จนปี 1885 อังกฤษรุกได้ดินแดนทั้งหมด จึงได้ตั้งย่างกุ้งเป็นเมืองหลวง เรียกใหม่ว่า ร่างกุ้ง Rangoon ทุกวันนี้ดากอนเป็น 1 ใน 33 เขตของนครย่างกุ้ง



ทางเดินเข้าด้านทิศเหนือ  สุดถนนคือซุ้มประตูทิศเหนือ  ซ้ายมือหลังคาสีคล้ำเป็นวิหารโถงสร้างคร่อมบ่อล้างพระเกศา ถัดไปที่อยู่ติดกันเป็นที่วางฉัตรพระเจ้ามินดงก่อนยกยอดฉัตร

ผมกลับมาตั้งต้นใหม่ที่ซุ้มประตูด้านทิศเหนือเดินมุ่งหน้าสู่ทิศใต้เข้าหาเจดีย์ สองข้างทางเปียกลื่นด้วยน้ำฝนทำให้ต้องเดินอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งกางร่ม อีกมือหนึ่งบันทึกภาพ ผมต้องกางร่มเพื่อไม่ให้ละอองฝนกระเซ็นถูกหน้าเลนส์ บางทีก็ต้องยกร่มจนสุดแขน คงไม่มีสถานการณ์ใดมาขัดขวางความสุขจากการดูด้วยสองตาและการบันทึกภาพไว้ได้ ผมผ่านโถงที่เคยเป็นที่ตั้งยอดฉัตรประดับเจดีย์ที่พระเจ้ามินดงมินส่งมาถวายจากมัณฑเลย์ ผ่านวิหารโถงที่มีรอยพระพุทธบาท พื้นที่ด้านบนเขาสิงหอุตตราเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนใหญ่ สิ่งปลูกสร้างวิหารต่างๆ เรียกกันว่าตาซาว tazuang ต่อเนื่องกันชนิดหลังคาจรดหลังคา แต่ละวิหารตั้งพระพุทธรูปและเทพรารักษ์มากมาย สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มๆตามคณะศรัทธา ซึ่งเป็นเจ้านครรัฐ เช่น กลุ่มของชาวไทยใหญ่, ชาวระเข่ง, กลุ่มของพะโคหรือหงสาวดี, กลุ่มกษัตริย์จากมัณฑเลย์, พ่อค้าวาณิชชาวจีนและชาวอินเดีย เป็นต้น ตาซาวแต่ละแห่งปลูกสร้างเป็นหลังคาซ้อนกันหลายชั้นยกสูงขึ้นไปแบบพญาธาตุ มีการแกะสลักไม้เป็นกรอบติดประดับเสาด้านหน้า ตามเชิงชายหลังคามีแผ่นสังกะสีฉลุและดุนลายประดับทาด้วยสีทองตามแบบศิลปะพม่า รอบองค์เจดีย์แบ่งเป็นรอบชั้นนอกและชั้นใน ระหว่างชั้นนอกมีสถูปรายล้อม ภายในสถูปมีทั้งพระพุทธรูปและเทวดาอารักษ์ มีสิงห์ และสัตว์ในหิมพานต์มนุทิหะ หรือ มนุษสีห์ manuthiha หน้าเป็นคนตัวเป็นสิงห์ขนาดใหญ่ตั้งประดับเป็นระยะ มีพระประจำเดือนเกิดวางตั้งไว้รายรอบให้คนไปสรงน้ำสักการะ ส่วนชั้นในเป็นยกพื้นสูงท่วมศีรษะ มีเจดีย์ราย 64 องค์ตั้งประดับ ทางเดินรอบเจดีย์ชเวดากองรอบในอนุญาตให้เฉพาะผู้ชายขึ้นไปนั่งเจริญสมาธิ ผู้หญิงไม่สามารถขึ้นไปได้ ตั้งพานพุ่มขนาดใหญ่ สลับกับเจดีย์ราย 64 องค์ เป็นต้นไม้เงินต้นไม้ทองตามแบบที่เห็นในวัดทางล้านนา เช่นที่พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุช่อแฮ (ล้านนาของไทยเคยเป็นประเทศราชของพม่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าบุเรงนองกว่า 200 ปี) ทางด้านตะวันทิศออกมีร่มแบบฉานหรือไทยใหญ่ตั้งประดับ ผมเลือกเดินในแนวทักษิณาวัตรเช่นเดียวกับผู้อื่น สุดทางเดินจากซุ้มประตูฝั่งทิศเหนือพาผมมาหยุดที่วิหารทิศเหนือ วิหารทิศจะอยู่ติดกับเจดีย์ แต่ละทิศมีพระธาตุและพระพุทธรูปแทนพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ที่มาประสูติในกัลป์ kalapa นี้ตามความเชื่อ วิหารทิศเหนือเป็นที่ประทับของพระโคดมเจ้า (สิทธัตถะ) วิหารทิศตะวันออกเป็นที่ประทับของพระกกุสนท์เจ้า วิหารทิศใต้เป็นที่ประทับของโกนาคมน์เจ้า วิหารทิศตะวันตกเป็นที่ประทับของพระกัสสบเจ้า วิหารโถงแต่ละหลังปลูกแบบพญาธาตุ ฉลุลายปั้นรัก วิหารทิศเหนือเป็นหลังเดียวที่ยังปิดทองไม่เสร็จ แค่ปั้นรักทำลายประดับเสาไว้เท่านั้น การฉลุลายกรอบไม้ประดับเสาคู่หน้าทำได้ละเอียดกว่าช่างไทยมาก ฝีมือการฉลุลายและแกะสลักไม้ของเขาเหนือกว่าของไทย เพราะสามารถมองได้ทั้งสองด้านเซาะร่องเข้าไปเป็นสามมิติ ตัวอย่างลายฉลุไม้ฝีมือพม่าในบ้านเราที่ยังหลงเหลือให้เห็นอยู่คือที่วัดศรีชุม เมืองลำปาง พระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์เก็บอยู่ชั้นในสุดของวิหารทิศ ภายในซุ้มอุโมงค์บุด้วยทองคำ ห่มจีวรจนมองไม่เห็นเครื่องทรงภายใน แต่คาดเดาว่าทรงเครื่องอย่างกษัตริย์เพราะผมเห็นเทริดและกุณฑลประดับสองข้างหู เยื้องกับวิหารทิศเหนือเป็นเจดีย์ทรงพุทธคยา เดินต่อไปทางซ้ายมือมีหอระฆัง เป็นระฆังสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ชื่อ มหาทิศดากันดะ Maha Titthadaganda อันหมายถึงระฆังที่ส่งเสียงกังวานไพเราะสามเสียง พระเจ้าทรวดีมิน Tharawaddy Min เสด็จลงมาจากอมรปุระมาสร้างถวายในปี 1841 และโปรดให้สร้างระฆังหนักถึง 42 ตัน บนระฆังมีจารึกภาษาบาลีและภาษาพม่าแสดงความจำนงค์ที่จะอุปถัมภ์พระศาสนา ภายในหอระฆังลงรักประดับกระจกสวยงามมาก ลักษณะของการปั้นรักประดับกระจกบนเพดานและเสาทำให้ผมนึกถึงวัดหลายแห่งในลำปาง เช่น วัดพระแก้วดอนเต้าและวัดศรีบุญเรือง ข้างๆหอระฆังมีวิหารเล็กๆ พระพุทธรูปในวิหารหลังนี้สวยงามมาก พักตร์อ่อนโยน พระพุทธรูปของพม่ามีลักษณะเหมือนจริง ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ถัดมามีวิหารรูปวงกลม ภายในมีพระพุทธรูปไม้แกะสลัก ไม่ลงสี ไม่ปิดทอง มองขึ้นไปด้านบนเห็นเป็นฉัตรครอบเต็มทั้งอาคาร เขานำยอดฉัตรอันเดิมของเจดีย์ชเวดากองมาเก็บไว้ที่นี่


วิหารทิศเหนือ หลังคาแบบพญาธาตุ  เสาปั้นรัก ไม่ได้ประดับกระจก

โพธิคยา, เจดีย์, ตาซาว ฝั่งทิศเหนือ

ระฆังมหาทิศดากันดะ

โครงหลังคาฉัตรยอดพระเจดีย์อันเดิม


เมื่อวนมาถึงทางด้านทิศตะวันออก มีร่มจากรัฐฉานหรือไทยใหญ่ประดับอยู่หลายคัน เป็นร่มทำจากปูนประดับทองคำเปลว พม่าใช้ร่มเป็นเครื่องสูงบังแดดและเป็นเครื่องสักการะ ด้านตรงข้ามกับร่มฉานมีเทวดาหรือนา nat เมื่อเดินมาถึงซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก จะพบกับวิหารทิศตะวันออก กล่าวกันว่าเป็นวิหารทิศที่สวยที่สุด สองข้างวิหารทิศมีพระยืนปางประทานพร ดูคล้ายๆกับพระพุทธรูปของไทย ไม่เห็นริ้วรอยย่นของจีวร ตาซาวที่อยู่ติดซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก มีการแกะสลักไม้เป็นเรื่องราวของพุทธประวัติ ผมเดินหน้ามุ่งไปทางใต้ผ่านเสาหงส์ที่อยู่ทางซ้ายมือ ด้านหลังเสาหงส์ตรงหัวมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้มีกล้องสำหรับส่องดูฉัตรยอดเจดีย์ และวกกลับมาทางด้านทิศใต้ที่เสาแขวนระฆัง ฝั่งทิศใต้เต็มไปด้วยตาซาวสำหรับศาสนิกชนเข้ามานั่งภาวนา ผ่านซุ้มประตูด้านทิศใต้ ที่วิหารทิศใต้มีพระโกนาคมน์เจ้าเป็นพระประธาน ที่มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้มีสถูปของเทพารักษ์โบโบยี BoboGyi ซึ่งเป็นเจ้าที่ของเจดีย์ชเวดากอง ฝั่งตรงข้ามที่ฐานประทักษิณของเจดีย์ มีรูปปั้นเล็กๆของพระเจ้าโอกาลาปาปิดทองกั้นสับปะทนประดับอยู่ หากไม่สังเกตจะไม่เห็นเลย ผมอาศัยถามไกด์ที่เดินอยู่แถวนั้น เมื่อวกเข้าสู่ด้านทิศตะวันตก ตาซาวในแถบนี้มีลักษณะแบบไทยใหญ่ หลังคาพญาธาตุซ้อนกันสูงสวยงาม วิหารทิศตะวันตกมีพระกัสสับเจ้าเป็นประธาน ภายในวิหารตั้งพระพุทธรูปขนาดใหญ่จนเต็มด้านหน้า มีช่องให้เข้าไปสู่คูหาด้านในที่ประดิษฐานพระกัสสบเจ้า ผมเห็นแม่พาเด็กหญิงนำพวงมาลัยดอกเอื้องผึ้งเข้าไปกราบพระด้านใน เลยสวมรอยมุดเข้าไปดูใกล้ๆบ้าง กลิ่นดอกเอื้องสีขาวอมละมุนแขวนอยู่ข้างประตูกระจก ภายในคูหาบุด้วยทองคำดุนลาย รีบถ่ายภาพเก็บไว้ 2-3 ใบ วิหารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่หลังจากเกิดเพลิงไหม้ไปเมื่อปี 1931 ด้านหน้าวิหารมีแผ่นศิลาจารึกสองแผ่น ข้างวิหารมีสถูปเทพารักษ์อีก 2 หลัง เป็นสถูปของไม้ลมุ และพระอินทร์ ในตำนานเล่าว่าทั้งสองเป็นมารดาและบิดาของพระเจ้าโอกาลาปา ชาติปางก่อนของไม้ลมุเป็นผลไม้ก่อนมาเกิดเป็นมารดาพระเจ้าโอกาลาปา ซึ่งเรื่องนี้แย้งกับตำนานที่ผมเล่ามาก่อนหน้านี้ว่า ไม้ลมุเป็นแม่ของพ่อค้าสองพี่น้อง เมื่อสิ้นชีวิตแล้วนางไปเกิดเป็นเทพ จากวิหารทิศตะวันตกผมมุ่งหน้าขึ้นเหนือผ่านวิหารโถงอีกหลายหลัง เมื่อไปถึงเจดีย์แปดเหลี่ยมองค์เล็กๆที่มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เจดีย์แปดเหลี่ยมองค์นี้เขาตั้งพระประจำวันไว้ที่ซุ้ม เขาแบ่งวันพุธเป็นเช้าและบ่าย และตั้งพระโกนาคมน์เจ้าไว้ด้วย ด้านข้างของเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นลานกว้าง เขาปูกระเบื้องไว้เป็นรูปดาว เป็นตำแหน่งที่มีคนมาไว้พระธาตุขอพรกันอย่างเนืองแน่น พื้นที่เปียกน้ำไม่อาจขัดขวางศรัทธาของชาวพม่าในการมาไหว้พระธาตุ ชาวพม่านั่งลงบูชาพระธาตุจากจุดนี้ อีกฝั่งของลานมีสถูปรูปดาวแฉก มีร่มแบบฉานอยู่ด้านบน ข้างๆสถูปแฉกดาวมีกู่ตั้งอยู่ภายในวิหารโถงซึ่งมีหลังคาซ้อนแบบพญาธาตุ กู่สร้างครอบบ่อน้ำที่เขานำเอาพระเกศามาสรงก่อนบรรจุในเจดีย์

วิหารทิศตะวันออก,  ขวามือร่มฉาน เครื่องสักการะจากรัฐฉาน
ในวิหารทิศตะวันออก คูหาตรงกลางคือพระกกุสนท์เจ้า พุทธเจ้าองค์ที่ 1

วิหารไทยใหญ่ทางด้านทิสตะวันตก หน้าบันเป็นเรื่อ่งราวที่โยงชเวดากองเข้ากับตำนานพระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจทิโย  ฉลุไม้กรอบเสาประตูวิจิตรล้ำ  ส่วนชายหลังคาทำด้วยสังกะสีฉลุดุนลายทาสีทอง
รูปปั้นพระเจ้าโอกกาลาปา กั้นสับปะทน ที่ลานประทักษิณ

 

ที่ด้านหลังสถูปแปดเปลี่ยม มีหอระฆัง เป็นระฆังขนาดใหญ่หนัก 23 ตัน ชื่อมหากันดะ หรือ มหากันต์ Maha Ganda พระเจ้าสินกูมิน Singu Min โปรดให้หล่อขึ้นมาในปี 1778 มีจารึกเป็นภาษาพม่ากล่าวถึงเรื่องนิรวาน หรือ นิพพาน nirvana เมื่อพม่าทำสงครามกับอังกฤษในปี 1825 อังกฤษขนย้ายระฆังลงเรือเพื่อนำกลับประเทศ แต่เรือล่มระฆังจมอยู่ใต้แม่น้ำย่างกุ้งไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้ ในคราวนั้นชาวพม่าใช้ทั้งซุงและไม้ไผ่ลงไปหนุนจนระฆังลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำและนำกลับขึ้นมาในปีรุ่งขึ้นได้ ข้างๆหอระฆังมีพระนั่งองค์ใหญ่สูง 30 ฟุต ทั้งหอระฆังและวิหารโถงหลังนี้หันไปทางพระเจดีย์ใหญ่ มีคนมานั่งหลบฝน บ้างก็ทำสมาธิ และรอดูไฟกลางคืนกันเป็นจำนวนมาก ผมเห็นคนพม่าไม่น้อยที่เข้าไปนั่งสมาธิภายใต้ระฆังใหญ่ทั้งสองใบ หากเกิดแผ่นดินไหวระฆังตกลงมาคนที่อยู่ข้างในคงได้นั่งสมาธิยาวไม่ต้องออกมา สิ่งที่น่าสนใจข้างบนอีกอย่างหนึ่งคือวิหารพระกอนา วิหารพระกอนานี้อยู่ติดกับเจดีย์พี่ นาวดอจีด้านทิศใต้ พระพุทธรูปในวิหารนี้มีขนาดตาสองข้างไม่เท่ากัน เรื่องของชินอจกอนา (อ่าน ชิน-อะ-จะ-กอ-นา) Shin Ajagawna เกิดขึ้นในสมัยอาณาจักรพุกาม เขาได้รับมอบหมายให้หาศิลาอาถรรพ์ philosophy’s stone ซึ่งเชื่อว่าสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบของการเล่นแร่แปรธาตุ alchemist เพื่อเปลี่ยนโลหะให้เป็นทองคำบริสุทธิ์ได้ พระราชาทุ่มเททรัพย์ให้เขามากมายเพื่อค้นหาศิลา แต่เขาหาไม่พบทำให้พระองค์โกรธควักนัยน์ตาของเขาออกทั้งสองข้าง ต่อมาในภายหลังเขาค้นพบศิลาอาถรรพ์ พระราชามอบดวงตามาให้ 1 คู่ ข้างหนึ่งเป็นของแพะ อีกข้างหนึ่งเป็นของวัวซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า เขาใช้ศิลาอาถรรพ์แตะรักษาตัวเองกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง และมารู้จักกันว่าเป็นพระอิสกอนา Izza-Gawna อิสะหมายถึงแพะ กอนาหมายถึงวัว

ระฆังมหากันดะ

วิหารพระอิสสะกอนา

กู่สร้างเหนือบ่อล้างพระเกศา
กวาดลานวัด  เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมานาน  สตรีจะเป็นผู้กวาดลานวัดทุกวันเสาร์



ตามประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีระฆังอีกใบหนึ่ง พระเจ้าธรรมเจดีย์โปรดให้สร้างขึ้นในปี 1485 ระฆังใบนี้หนักถึง 300 ตัน บางตำราบอกว่าพระองค์ร่วมบริจาคสัมฤทธิ์หนัก 5 ตัน นักสำรวจชาวโปรตุเกสชื่อ ฟิลิป เดอ บริโต อี นิโคต์ Philip de Brito e Nicote ย้ายระฆังไปจากวัด ในระหว่างที่นำข้ามแม่น้ำพะโคเพื่อเอาไปหลอมทำลูกปืนใหญ่ ระฆังพลัดตกลงไปในแม่น้ำพะโค(แม่น้ำย่างกุ้ง)จมอยู่ใต้น้ำตั้งแต่ปี 1608 จนบัดนี้


 

ฝนยังพรำไม่หายตั้งแต่เย็น ฟ้ารอบข้างเริ่มสลัวลงตามลำดับ แต่องค์พระธาตุค่อยๆเรืองขึ้น รอบข้างผมนอกจากชาวพม่าแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวที่มารอดูชเวดากองในยามค่ำคืนกันพอสมควร บ้างก็นั่งตากฝนอยู่ที่ลานนมัสการรูปดาว บ้างก็หลบอยู่ตามวิหารตาซาวต่างๆที่หันหน้าเข้าหาเจดีย์ เมื่อฟ้ามืดสนิท สีทองคำสุกปลั่งตัดกับฟ้าสีน้ำเงินเข้มจนเปลี่ยนเป็นดำสนิทเป็นเวลาที่ผมจะกลับที่พักเสียที ผมเดินกลับลงมาตามทางบันไดเพื่อมารับรองเท้าที่ฝากไว้ รถแท๊กซี่นำผมกลับไปส่งที่หน้าโรงแรม ร้านอาหารค่ำนั้นเป็นเพิงข้างทางที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก สามารถทำให้ผมอิ่มและอร่อยได้ พ่อค้าหนุ่มน้อยกำลังรวนข้าวผัดในกะทะใบใหญ่ให้เข้ากัน ในตู้กระจกมีกับข้าวอยู่ 3-4 อย่าง ผมชี้ไปที่ข้าวผัดและแกงอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนไข่ปลา สักพักเด็กผู้หญิงตัวน้อยอีกคนนำอาหารมาส่ง โต๊ะ 3 ตัวนั่งกันเต็มทุกด้านไม่มีใครสนใจใครกันอีก ผมกลับขึ้นมาถึงที่ห้องเปิดน้ำให้เท้าแช่น้ำอุ่นอยู่พักหนึ่งก่อนจะอาบน้ำ ผมจดบันทึกและจัดของเตรียมตัวสำหรับเช้าวันรุ่งขึ้นที่ต้องออกเดินทางแต่เช้า ฝนด้านนอกยังไม่หยุด แสงไฟจากเมืองตามตึกค่อยๆหายไปทีละดวง ม่านหน้าต่างเปิดกว้างเผยให้เห็นชเวดากองที่ลอยเด่นให้คนทั้งเมืองได้ยล






บทส่งท้ายชเวดากอง


ผมไม่คาดมาก่อนว่าจะได้มาพม่า และได้ยลชเวดากองถึง 2 ครั้งในการเดินทางคราวนี้ แม้จะเป็นชเวดากองท่ามกลางฝนพรำที่พื้นเปียกน้ำก็ตาม แต่ผมก็ตื่นเต้นกับประวัติศาสตร์และชเวดากองที่ผมเคยรู้จักแต่ในหนังสือตั้งแต่ผมยังเป็นนักเรียนชั้นประถมต้น เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมจัดตู้หนังสือหมวดอารยธรรมตะวันออก ผมเห็นหนังสือภาพ Shwedagon ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจว่าผมมีหนังสือเล่มนี้ด้วยหรือ ทั้งๆที่ผมเลือกหนังสือเล่มนี้กับมือเองจากกองหนังสือลดราคาเหลือ 10% ข้างในเป็นภาพและเรื่องราวของชเวดกากองในหลายมุมมอง หนังสือเล่มนี้มีภาพเก่าของชเวดากองยุคอาณานิคมราวปี 1880-1900 และที่ช่างภาพชาวเยอรมันถ่ายไว้ใหม่ในปี 1976 ชเวดากองวันนี้กับวันก่อนเก่าเกือบเป็นคนละชเวดากองกันเลยทีเดียว ภาพยุคอาณานิคมเผยให้เห็นงานศิลปกรรมของคนรุ่นโบราณที่วิจิตรล้ำ วิหารโถงต่างๆปั้นรักประดับกระจกงดงาม เชิงชายคาของพญาธาตุแกะสลักไม้งดงามอลังการ แต่ทุกวันนี้เหลือแค่งานฉลุดุนลายสังกะสี เสาหงส์ต่างๆ และตุงที่ตั้งขึ้นเพื่อสักการะพระธาตุแทบไม่เหลือ ปูนปั้นเทวดา, สัตว์ครึ่งสิงห์หัวเป็นคนแบบของมอญที่เรียกว่า มนุษสีห์ manuthiha ที่เคยประดับกระจกหลากสีงดงามเหลือเพียงปูนเกลี้ยงๆทาสีทับ ศิลปะอันล้ำค่าของพม่าจางหายไปพร้อมกับการแย่งชิงอำนาจกันเอง ชเวดากองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาดูเปลี่ยนไปตามสมควร สถูปและเจดีย์ขาวๆถูกจับทาสีทองหมด พญาธาตุที่ผุพังไปสร้างขึ้นมาใหม่ แต่จะหาช่างฝีมืออย่างเดิมคงไม่มีอีกแล้ว เขาย้ายพระพุทธรูป บ้างก็ซ่อมแซมใหม่ บ้างก็ลบออกทำใหม่ตามแต่กำลังทรัพย์ สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้คือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบอกว่าที่นี่ไม่เคยหลับ ชเวดกาองยังมีชีวิตอยู่และจะอยู่ไปอีกนาน

วิหารทิศตะวันออก ปัจจุบัน

วิหารด้านทิศตะวันออก ปี 1976 (ภาพจาก Moore, and et al., 1999)

พระไสยาสน์ในวิหาร ฉากพื้นหลังลบลายเขียนเดิมออกทาเป็นสีขาวแทน

พระไสยาสน์องค์เดียวกับข้างบน ปี 1976  เขียนอุณาโลมไว้ที่หน้า  มีภาพเขียนพระอินทร์กำลังสรงน้ำ ข้างบนแขวนรูปพระธาตุอินทร์แขวนไว้ (ภาพจาก Moore, and et al., 1999)

ซุ้มประตูทางขึ้นดานทิศเหนือ ปี 1976 (ภาพจาก Moore, and et al., 1999)

หมู่วิหารโพธิคยาและตาซาวทางด้านทิศเหนือราวปี 1976  ต่างจากวันนี้พอสมควร (ภาพจาก Moore, and et al., 1999)


สิงห์หน้าคนเปลือแค่ทาสีธรรมดา  ช่างสมัยใหม่หมดปัญญาประดับกระเบื้องเล่นลาย  พานดอกไม้ทองตั้งอยุ่บนซ้าย

มนุษสีห์ หรือ สิงห์หน้าคนแต่เดิมประดับกระเบื้อง  เจดีย์บนลานประทักษิณทาสีขาวธรรมดา (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) 
เทวดาร่ายรำประดับสองข้างประตูของเดิมราวปี 1880 ปัจจุบันแทบไม่เหลือ  ของเดิมประดับกระจกงดงาม (ภาพจาก Moore, and et al., 1999)

แต่เดิมหลังคาประดับเครื่องไม้ฉลุเฉลางดงาม  ปัจจุบันเหลือเป็นแผ่นสังกะสีฉลุดุนลายทาสีทอง (ภาพจาก Moore, and et al., 1999)
สถูปชั้นนอกรอบพระเจดีย์แต่ก่อนมีไม่มาก  ปัจจุบันเต็มทุกพื้นที่  ลานวัดปูด้วยแผ่นหิน (ภาพจาก Moore, and et al., 1999)


เจดีย์พี่ และเสา  ปัจจุบันเหลือเสาเพียง ต้นเดียวที่ตำแหน่งนี้  แต่เดิมมีทั้งเสาและตุงไม้ฉลุลายเต็มไปทุกที่ ขวามือข้างเสาคล้ายเจดีย์คือยอดฉัตรเดิม ปัจจุบันเขาสร้างอาคารและใช้ยอดฉัตรเป็นหลังคา  (ภาพจาก Moore, and et al., 1999)


ที่มา:
Lonely planet, Myanmar (Burma). 2009


Moore, E., Mayer, H. and Win Pe, U. Shwedagon golden pagoda of Myanmar. 1999













ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น