![]() |
| ทางหลังคาเดินขึ้นทางด้านทิศเหนือ |
ฝนยังตกต่อเนื่องไม่หยุด ฟ้าขาวเพราะเมฆปกคลุม ผมเดินวนเวียนอยู่แถบด้านทิศเหนือ มีวิหารขนาดใหญ่เล็กเต็มไปหมด วิหารเหล่านี้มีคณะศรัทธาต่างๆมาสร้างไว้ ที่อยู่ทางทิศเหนือติดซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกประดับกระจกแวววาวทั้งหลัง ลักษณะปลูกสร้างแบบอินเดีย ถัดไปทางมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีต้นโพธิ์ใหญ่ ผมพยายามมองหาแม่น้ำย่างกุ้งจากบนเขาแต่ไม่เห็น ใกล้ๆกับต้นโพธิ์มีหมู่เจดีย์ เล่ากันว่ามีพระทันใจอยู่หนึ่งองค์ พระทันใจองค์นี้ตั้งอยู่ในสถูปของพระนางชินสอบู Shin Saw Bu แถบนั้นยังมีต้นตาลเหลืออยู่เพียง 2 ต้น แต่เดิมพื้นที่ด้านบนเจดีย์ชเวดากองมีดงต้นตาลอยู่ ปัจจุบันล้มตายไปเกือบหมดและไม่มีการปลูกใหม่อีก ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ มีแผ่นจารึกบนหินทราย 3 แผ่น เป็นภาษาพม่า ภาษาบาลี และภาษามอญ ย้ายมาจากซุ้มทางขึ้นด้านด้านทิศตะวันออก เป็นจารึกเล่าเรื่องการสร้างเจดีย์ชเวดากอง พระเจ้าธัมมเซติ หรือธรรมเจดีย์ Dhammazedi แห่งเมืองพะโคโปรดให้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15 ติดกับจารึกมีเจดีย์ขนาดใหญ่องค์หนึ่ง เรียกกันว่า นาวดอจี Naung Daw Gyi อันหมายถึงเจดีย์พี่ เมื่ออัญเชิญพระเกศาธาตุมาบรรจุไว้ชั่วคราวที่เจดีย์พี่ จนกระทั่งเจดีย์ชเวดากองสร้างเสร็จจึงได้อัญเชิญออกไป
![]() |
| สถูปพระนางชินสอบู ซุ้มทางด้านซ้ายมือมีรูปเคารพ "พระทันใจ" มีต้นตาลเหลือเท่าที่เห็น |
![]() |
| ซ้ายมือ ซุ้มประตูยอดปราสาทด้านทิศเหนือ เจดีย์พี่ นาวดอจี อยู่ทางขวามือ |
เรื่องมีอยู่ว่าพ่อค้าชาวโอกกาลาสองพี่น้องชื่อ ตาปุสสะ Taphussa และ บัลลิกา Bhallika ได้ยินว่ามีการกันดารอาหารทางตะวันตก (ประเทศอินเดีย) จึงได้บรรทุกข้าว 500 เกวียนลงเรือ แม่ของเขาเสียชีวิตแล้วจุติเป็นเทพ spirit or nat สั่งให้ลูกทั้งสองตามหาพระเกศาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เทพได้พาเกวียนของเขามาถึงใต้ต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นวันที่เจ็ดหลังจากพระองค์สำเร็จโพธิญาณ สองพี่น้องจึงได้ถวายรวงผึ้งและดอกไม้สีทอง เมื่อฉันท์เสร็จทรงแสดงธรรม สองพี่น้องจึงได้ขอพระเกศาจากพระพุทธเจ้ามาเป็นที่ระลึก จำนวน 8 เส้น ในคราวนั้นท้าวสักกะหรือพระอินทร์เนรมิตโกศหรือพญาธาตุให้เป็นที่เก็บพระเกศา พระพุทธเจ้าสั่งให้สองพี่น้องนำพระเกศาธาตุไปบรรจุรวมไว้กับพระธาตุของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนหน้าอีก 3 องค์ในยุคเดียวกันที่ภูเขาสิงหอุตตรา Singhauttara hill ในระหว่างทางกลับสองพี่น้องเผชิญเหตุไม่คาดฝันหลายประการ เขาสูญเสียพระเกศาให้กับกษัตริย์เมืองโอริสสา Orissa และเมืองนาคา Nagas เมื่อมาถึงดากาอน (ย่างกุ้ง) สองพี่น้องหาภูเขาสิงหอุตตราไม่พบเพราะต้นไม้ขึ้นปกคลุมจึงได้หยุดอยู่ที่เจดีย์ซูเล Sule pagoda ร้อนถึงพระอินทร์ต้องสั่งให้ท้าววิศกัมม หรือวิษณุกรรม Vissakamma ลงมาถางป่า ปรับยอดเขาสิงหอุตตราให้ราบเรียบ ขุดอุโมงค์กว้าง 21 เมตร ลึก 21 เมตร พวกเทวดามาช่วยกันค้นหาพระธาตุของพระพุทธเจ้าอีก 3 องค์ ได้แก่ ผ้าอาบน้ำฝนของพระกกุสนท์เจ้า Kakusandha ไม้เท้าของพระกัสสบเจ้า Kassapa ชายสบงของพระโกนาคมน์เจ้า Konakammana นำทั้งหมดลงบรรจุในอุโมงค์ที่ประดับด้วยเงิน, ทอง, ไข่มุก, ทับทิม แล้วก่ออิฐสร้างเจดีย์คลุมไว้ เมื่อเปิดพระโกศออกมาเกิดปาฏิหารย์พระเกษธาตูอยู่ครบทั้ง 8 เส้น ตำนานเรื่องพระเกศาธาตุที่จารึกไว้มีหลายกระแส บ้างก็เชื่อว่าพม่ารับวัฒนธรรมมาจากศรีลังกาเพราะเป็นเรื่องราวเดียวกัน ชาวโอกาลาของพม่า คือชาวเมืองโอริสสาของอินเดีย บางตำนานก็เล่าว่า ภูเขาสิงหอุตตรามีอายุหนึ่งหมื่นปี ปรากฏพระธาตุของพระพุทธเจ้า 3 องค์ มีคำทำนายว่าสิงหอุตตราจะสูญสิ้นความศักดิ์สิทธิ์หากไม่มีพระธาตุจากพระพุทธเจ้าองค์ที่สี่ พระเจ้าโอกาลาปา Okkalapa กษัตริย์พม่าที่ปกครองดินแดนสุวรรณภูมิทรงทุกข์ใจยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้พ่อค้าสองพี่น้องออกไปตามหาพระพุทธเจ้า สองพี่น้องไปถึงดินแดนพุทธคยาได้พบกับพระโคดมเจ้าที่พักอยู่ที่โคนต้นโพธิ์เป็นสัปดาห์ที่ 7 (วันที่ 49) จึงได้ถวายรวงผึ้ง เมื่อได้พระเกศามาแล้วระหว่างทางถูกพระเจ้าแผ่นดินแถบนั้นปล้นไป 2 เส้น ถูกพญานาคจากเมืองบาดาลชิงไปอีกสองเส้นระหว่างข้ามอ่าวเบงกอล เมื่อนำผอบบรรจุพระเกศาถวายพระเจ้าโอกกาลาปา พระเกศาอยู่ครบทั้ง 8 เส้น
ตำนานเจดีย์ชเวดากองกล่าวว่าเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เป็นเจดีย์สูงเพียง 21 เมตร บางแห่งว่า 8.2 เมตร ตั้งแต่มีการบรรจุพระเกศาธาตุ มีกษัตริย์ปกครองต่อมาอีก 32 พระองค์ก่อนที่เจดีย์จะพังลงมาเพราะแผ่นดินไหว ตามตำนานเล่าว่าพระเจ้าอโศกมหาราชทรงบูรณะพระเจดีย์ในครั้งนั้น พระเจ้าอโนรธา Anawrtha แห่งอาณาจักรพุกามทรงถวายฉัตรทองคำและเงินประดับในราวศตวรรษที่ 11 ในตำนานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เจดีย์ชเวดากองสร้างโดยชาวมอญในช่วงคริสตศตวรรษที่ 6-10 แผ่นดินไหวหลายครั้งจนมีการบูรณะซ่อมแซมใหม่อยู่เป็นระยะ แต่เดิมเป็นเจดีย์ก่ออิฐสอปูน จนถึงสมัยของพระเจ้าบินเนียอู Binnya U ปี 1362 ได้เสริมเจดีย์ขึ้นไปเป็น 66 เมตร ในช่วงปี 1455-62 พระนางชินสอบู Shinsawbu ได้บริจาคทองคำ 40 กิโลกรัมเพื่อหุ้มพระเจดีย์ เป็นครั้งแรกที่มีการหุ้มพระเจดีย์ด้วยทองคำและถือปฏิบัติกันแต่นั้นเป็นต้นมา มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลถวายทองคำเป็นจำนวนมาก ในประวัติศาสตร์เล่าว่าพระนางถวายทองคำเพื่อการบูรณะหลายครั้ง พระนางให้สร้างฉัตรยอดเจดีย์ทำจากทองคำ ประดับด้วยอัญมณีมีค่า และยกพระเจดีย์ขึ้นอีก 40 เมตร พระนางอยู่ดูการก่อสร้างจนสิ้นพระชนม์ในปี 1472 พระเจ้าธรรมเจดีย์ Dhammazedi แห่งเมืองพะโค พระราชบุตรเขยของพระนางชินสอบูขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้บูรณะอย่างต่อเนื่องและถวายทองคำหุ้มพระธาตุเจดีย์ด้วย พร้อมกับให้ตั้งหลักจารึกขึ้น 3 หลักที่ทางขึ้นด้านทิศตะวันออกในปี 1495 ในสมัยที่อังกฤษปกครองพม่า พระเจ้ามินดองมิน Mindon Min เมืองมัณฑเลย์ได้ถวายฉัตรทองคำประดับอัญมณีองค์ใหม่ ภาพถ่ายที่ผมได้เห็นไม่ได้มีแต่ฉัตรทองคำเปล่าๆ มีระฆังทองคำองค์เล็กประดับรอบฉัตรแต่ละชั้น ตามก้านรัศมีของฉัตรแต่ละชั้นเต็มไปด้วยกำไลและสร้อยคอทองคำซ้อนกันแน่นขนัดตามแต่กำลังศรัทธาโดยเสด็จพระราชกุศล ทั้งจากชาวย่างกุ้งเองและจากรัฐต่างๆที่ส่งเข้ามา เจดีย์องค์ปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ภายหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1768 สูง 99 เมตร (372 ฟุต) ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงจากพื้นราบ 51 เมตร ประมาณว่าทองคำแผ่นบนส่วนปลีของเจดีย์มีอยู่ 12,153 แผ่น แต่ละแผ่นมีขนาด 1 ตร.ฟุต ว่ากันว่าเฉพาะที่เจดีย์มีทองคำมากกว่าที่มีในธนาคารชาติอังกฤษเสียด้วยซ้ำ บนฉัตรยอดเจดีย์ประดับด้วยเพชร 1,100 เม็ดหนัก 278 กะรัต และหินมีค่าอื่นอีก 1,383 เม็ด ส่วนของพุ่มทองคำประดับเพชร 4,351 เม็ด น้ำหนักรวม 1,800 กะรัต เฉพาะเพชรยอดพุ่มเพียงเม็ดเดียวหนัก 76 กะรัต
![]() |
| ลานอธิษฐานรูปดาว ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ |
![]() |
| กัสสป พุทธเจ้าองค์ที่ 3 ของกัลป์นี้ตามความเชื่อของนิกายเถรวาท ล้านนาเรารับความเชื่อนี้เช่นกันเพราะเป็นเมืองขึ้นของพม่ามาก่อน เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือชินกาลมาลินี |
ชเว Shwe หมายถึงทองคำ ในภาษาพม่า คำว่า ดากอน Dagon มาจากชื่อของพื้นที่ ชื่อดากอนเริ่มปรากฏครั้งแรกในศตวรรษที่ 6 ในเอกสารครั้งแรกราวศตวรรษที่ 10-11 ในฐานะหมู่บ้านชาวประมงของมอญ และทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อพระเจ้าอลองพญาปราบปรามหัวเมืองพม่าตอนกลางคือ อังวะ, ตองอู และพะโคทางตอนใต้ได้สำเร็จ พระองค์ตั้งเมืองย่างกุ้งขึ้น โดยผนวกเอาและแผลงชื่อดากอนไว้ในชื่อเมือง Yangon มีความหมายว่า “สิ้นสุดการต่อสู้” ในปี 1826 พม่าตอนล่างตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ (มัณฑเลย์เป็นเมืองหลวงในขณะนั้น) จนปี 1885 อังกฤษรุกได้ดินแดนทั้งหมด จึงได้ตั้งย่างกุ้งเป็นเมืองหลวง เรียกใหม่ว่า ร่างกุ้ง Rangoon ทุกวันนี้ดากอนเป็น 1 ใน 33 เขตของนครย่างกุ้ง
![]() |
| ทางเดินเข้าด้านทิศเหนือ สุดถนนคือซุ้มประตูทิศเหนือ ซ้ายมือหลังคาสีคล้ำเป็นวิหารโถงสร้างคร่อมบ่อล้างพระเกศา ถัดไปที่อยู่ติดกันเป็นที่วางฉัตรพระเจ้ามินดงก่อนยกยอดฉัตร |
ผมกลับมาตั้งต้นใหม่ที่ซุ้มประตูด้านทิศเหนือเดินมุ่งหน้าสู่ทิศใต้เข้าหาเจดีย์ สองข้างทางเปียกลื่นด้วยน้ำฝนทำให้ต้องเดินอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งกางร่ม อีกมือหนึ่งบันทึกภาพ ผมต้องกางร่มเพื่อไม่ให้ละอองฝนกระเซ็นถูกหน้าเลนส์ บางทีก็ต้องยกร่มจนสุดแขน คงไม่มีสถานการณ์ใดมาขัดขวางความสุขจากการดูด้วยสองตาและการบันทึกภาพไว้ได้ ผมผ่านโถงที่เคยเป็นที่ตั้งยอดฉัตรประดับเจดีย์ที่พระเจ้ามินดงมินส่งมาถวายจากมัณฑเลย์ ผ่านวิหารโถงที่มีรอยพระพุทธบาท พื้นที่ด้านบนเขาสิงหอุตตราเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนใหญ่ สิ่งปลูกสร้างวิหารต่างๆ เรียกกันว่าตาซาว tazuang ต่อเนื่องกันชนิดหลังคาจรดหลังคา แต่ละวิหารตั้งพระพุทธรูปและเทพรารักษ์มากมาย สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มๆตามคณะศรัทธา ซึ่งเป็นเจ้านครรัฐ เช่น กลุ่มของชาวไทยใหญ่, ชาวระเข่ง, กลุ่มของพะโคหรือหงสาวดี, กลุ่มกษัตริย์จากมัณฑเลย์, พ่อค้าวาณิชชาวจีนและชาวอินเดีย เป็นต้น ตาซาวแต่ละแห่งปลูกสร้างเป็นหลังคาซ้อนกันหลายชั้นยกสูงขึ้นไปแบบพญาธาตุ มีการแกะสลักไม้เป็นกรอบติดประดับเสาด้านหน้า ตามเชิงชายหลังคามีแผ่นสังกะสีฉลุและดุนลายประดับทาด้วยสีทองตามแบบศิลปะพม่า รอบองค์เจดีย์แบ่งเป็นรอบชั้นนอกและชั้นใน ระหว่างชั้นนอกมีสถูปรายล้อม ภายในสถูปมีทั้งพระพุทธรูปและเทวดาอารักษ์ มีสิงห์ และสัตว์ในหิมพานต์มนุทิหะ หรือ มนุษสีห์ manuthiha หน้าเป็นคนตัวเป็นสิงห์ขนาดใหญ่ตั้งประดับเป็นระยะ มีพระประจำเดือนเกิดวางตั้งไว้รายรอบให้คนไปสรงน้ำสักการะ ส่วนชั้นในเป็นยกพื้นสูงท่วมศีรษะ มีเจดีย์ราย 64 องค์ตั้งประดับ ทางเดินรอบเจดีย์ชเวดากองรอบในอนุญาตให้เฉพาะผู้ชายขึ้นไปนั่งเจริญสมาธิ ผู้หญิงไม่สามารถขึ้นไปได้ ตั้งพานพุ่มขนาดใหญ่ สลับกับเจดีย์ราย 64 องค์ เป็นต้นไม้เงินต้นไม้ทองตามแบบที่เห็นในวัดทางล้านนา เช่นที่พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุช่อแฮ (ล้านนาของไทยเคยเป็นประเทศราชของพม่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าบุเรงนองกว่า 200 ปี) ทางด้านตะวันทิศออกมีร่มแบบฉานหรือไทยใหญ่ตั้งประดับ ผมเลือกเดินในแนวทักษิณาวัตรเช่นเดียวกับผู้อื่น สุดทางเดินจากซุ้มประตูฝั่งทิศเหนือพาผมมาหยุดที่วิหารทิศเหนือ วิหารทิศจะอยู่ติดกับเจดีย์ แต่ละทิศมีพระธาตุและพระพุทธรูปแทนพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ที่มาประสูติในกัลป์ kalapa นี้ตามความเชื่อ วิหารทิศเหนือเป็นที่ประทับของพระโคดมเจ้า (สิทธัตถะ) วิหารทิศตะวันออกเป็นที่ประทับของพระกกุสนท์เจ้า วิหารทิศใต้เป็นที่ประทับของโกนาคมน์เจ้า วิหารทิศตะวันตกเป็นที่ประทับของพระกัสสบเจ้า วิหารโถงแต่ละหลังปลูกแบบพญาธาตุ ฉลุลายปั้นรัก วิหารทิศเหนือเป็นหลังเดียวที่ยังปิดทองไม่เสร็จ แค่ปั้นรักทำลายประดับเสาไว้เท่านั้น การฉลุลายกรอบไม้ประดับเสาคู่หน้าทำได้ละเอียดกว่าช่างไทยมาก ฝีมือการฉลุลายและแกะสลักไม้ของเขาเหนือกว่าของไทย เพราะสามารถมองได้ทั้งสองด้านเซาะร่องเข้าไปเป็นสามมิติ ตัวอย่างลายฉลุไม้ฝีมือพม่าในบ้านเราที่ยังหลงเหลือให้เห็นอยู่คือที่วัดศรีชุม เมืองลำปาง พระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์เก็บอยู่ชั้นในสุดของวิหารทิศ ภายในซุ้มอุโมงค์บุด้วยทองคำ ห่มจีวรจนมองไม่เห็นเครื่องทรงภายใน แต่คาดเดาว่าทรงเครื่องอย่างกษัตริย์เพราะผมเห็นเทริดและกุณฑลประดับสองข้างหู เยื้องกับวิหารทิศเหนือเป็นเจดีย์ทรงพุทธคยา เดินต่อไปทางซ้ายมือมีหอระฆัง เป็นระฆังสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ชื่อ มหาทิศดากันดะ Maha Titthadaganda อันหมายถึงระฆังที่ส่งเสียงกังวานไพเราะสามเสียง พระเจ้าทรวดีมิน Tharawaddy Min เสด็จลงมาจากอมรปุระมาสร้างถวายในปี 1841 และโปรดให้สร้างระฆังหนักถึง 42 ตัน บนระฆังมีจารึกภาษาบาลีและภาษาพม่าแสดงความจำนงค์ที่จะอุปถัมภ์พระศาสนา ภายในหอระฆังลงรักประดับกระจกสวยงามมาก ลักษณะของการปั้นรักประดับกระจกบนเพดานและเสาทำให้ผมนึกถึงวัดหลายแห่งในลำปาง เช่น วัดพระแก้วดอนเต้าและวัดศรีบุญเรือง ข้างๆหอระฆังมีวิหารเล็กๆ พระพุทธรูปในวิหารหลังนี้สวยงามมาก พักตร์อ่อนโยน พระพุทธรูปของพม่ามีลักษณะเหมือนจริง ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ถัดมามีวิหารรูปวงกลม ภายในมีพระพุทธรูปไม้แกะสลัก ไม่ลงสี ไม่ปิดทอง มองขึ้นไปด้านบนเห็นเป็นฉัตรครอบเต็มทั้งอาคาร เขานำยอดฉัตรอันเดิมของเจดีย์ชเวดากองมาเก็บไว้ที่นี่
![]() |
| วิหารทิศเหนือ หลังคาแบบพญาธาตุ เสาปั้นรัก ไม่ได้ประดับกระจก |
![]() |
| โพธิคยา, เจดีย์, ตาซาว ฝั่งทิศเหนือ |
![]() |
| ระฆังมหาทิศดากันดะ |
![]() |
| โครงหลังคาฉัตรยอดพระเจดีย์อันเดิม |
เมื่อวนมาถึงทางด้านทิศตะวันออก มีร่มจากรัฐฉานหรือไทยใหญ่ประดับอยู่หลายคัน เป็นร่มทำจากปูนประดับทองคำเปลว พม่าใช้ร่มเป็นเครื่องสูงบังแดดและเป็นเครื่องสักการะ ด้านตรงข้ามกับร่มฉานมีเทวดาหรือนา nat เมื่อเดินมาถึงซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก จะพบกับวิหารทิศตะวันออก กล่าวกันว่าเป็นวิหารทิศที่สวยที่สุด สองข้างวิหารทิศมีพระยืนปางประทานพร ดูคล้ายๆกับพระพุทธรูปของไทย ไม่เห็นริ้วรอยย่นของจีวร ตาซาวที่อยู่ติดซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก มีการแกะสลักไม้เป็นเรื่องราวของพุทธประวัติ ผมเดินหน้ามุ่งไปทางใต้ผ่านเสาหงส์ที่อยู่ทางซ้ายมือ ด้านหลังเสาหงส์ตรงหัวมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้มีกล้องสำหรับส่องดูฉัตรยอดเจดีย์ และวกกลับมาทางด้านทิศใต้ที่เสาแขวนระฆัง ฝั่งทิศใต้เต็มไปด้วยตาซาวสำหรับศาสนิกชนเข้ามานั่งภาวนา ผ่านซุ้มประตูด้านทิศใต้ ที่วิหารทิศใต้มีพระโกนาคมน์เจ้าเป็นพระประธาน ที่มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้มีสถูปของเทพารักษ์โบโบยี BoboGyi ซึ่งเป็นเจ้าที่ของเจดีย์ชเวดากอง ฝั่งตรงข้ามที่ฐานประทักษิณของเจดีย์ มีรูปปั้นเล็กๆของพระเจ้าโอกาลาปาปิดทองกั้นสับปะทนประดับอยู่ หากไม่สังเกตจะไม่เห็นเลย ผมอาศัยถามไกด์ที่เดินอยู่แถวนั้น เมื่อวกเข้าสู่ด้านทิศตะวันตก ตาซาวในแถบนี้มีลักษณะแบบไทยใหญ่ หลังคาพญาธาตุซ้อนกันสูงสวยงาม วิหารทิศตะวันตกมีพระกัสสับเจ้าเป็นประธาน ภายในวิหารตั้งพระพุทธรูปขนาดใหญ่จนเต็มด้านหน้า มีช่องให้เข้าไปสู่คูหาด้านในที่ประดิษฐานพระกัสสบเจ้า ผมเห็นแม่พาเด็กหญิงนำพวงมาลัยดอกเอื้องผึ้งเข้าไปกราบพระด้านใน เลยสวมรอยมุดเข้าไปดูใกล้ๆบ้าง กลิ่นดอกเอื้องสีขาวอมละมุนแขวนอยู่ข้างประตูกระจก ภายในคูหาบุด้วยทองคำดุนลาย รีบถ่ายภาพเก็บไว้ 2-3 ใบ วิหารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่หลังจากเกิดเพลิงไหม้ไปเมื่อปี 1931 ด้านหน้าวิหารมีแผ่นศิลาจารึกสองแผ่น ข้างวิหารมีสถูปเทพารักษ์อีก 2 หลัง เป็นสถูปของไม้ลมุ และพระอินทร์ ในตำนานเล่าว่าทั้งสองเป็นมารดาและบิดาของพระเจ้าโอกาลาปา ชาติปางก่อนของไม้ลมุเป็นผลไม้ก่อนมาเกิดเป็นมารดาพระเจ้าโอกาลาปา ซึ่งเรื่องนี้แย้งกับตำนานที่ผมเล่ามาก่อนหน้านี้ว่า ไม้ลมุเป็นแม่ของพ่อค้าสองพี่น้อง เมื่อสิ้นชีวิตแล้วนางไปเกิดเป็นเทพ จากวิหารทิศตะวันตกผมมุ่งหน้าขึ้นเหนือผ่านวิหารโถงอีกหลายหลัง เมื่อไปถึงเจดีย์แปดเหลี่ยมองค์เล็กๆที่มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เจดีย์แปดเหลี่ยมองค์นี้เขาตั้งพระประจำวันไว้ที่ซุ้ม เขาแบ่งวันพุธเป็นเช้าและบ่าย และตั้งพระโกนาคมน์เจ้าไว้ด้วย ด้านข้างของเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นลานกว้าง เขาปูกระเบื้องไว้เป็นรูปดาว เป็นตำแหน่งที่มีคนมาไว้พระธาตุขอพรกันอย่างเนืองแน่น พื้นที่เปียกน้ำไม่อาจขัดขวางศรัทธาของชาวพม่าในการมาไหว้พระธาตุ ชาวพม่านั่งลงบูชาพระธาตุจากจุดนี้ อีกฝั่งของลานมีสถูปรูปดาวแฉก มีร่มแบบฉานอยู่ด้านบน ข้างๆสถูปแฉกดาวมีกู่ตั้งอยู่ภายในวิหารโถงซึ่งมีหลังคาซ้อนแบบพญาธาตุ กู่สร้างครอบบ่อน้ำที่เขานำเอาพระเกศามาสรงก่อนบรรจุในเจดีย์
![]() |
| วิหารทิศตะวันออก, ขวามือร่มฉาน เครื่องสักการะจากรัฐฉาน |
![]() |
| ในวิหารทิศตะวันออก คูหาตรงกลางคือพระกกุสนท์เจ้า พุทธเจ้าองค์ที่ 1 |
![]() |
| วิหารไทยใหญ่ทางด้านทิสตะวันตก หน้าบันเป็นเรื่อ่งราวที่โยงชเวดากองเข้ากับตำนานพระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจทิโย ฉลุไม้กรอบเสาประตูวิจิตรล้ำ ส่วนชายหลังคาทำด้วยสังกะสีฉลุดุนลายทาสีทอง |
![]() |
| รูปปั้นพระเจ้าโอกกาลาปา กั้นสับปะทน ที่ลานประทักษิณ |
ที่ด้านหลังสถูปแปดเปลี่ยม มีหอระฆัง เป็นระฆังขนาดใหญ่หนัก 23 ตัน ชื่อมหากันดะ หรือ มหากันต์ Maha Ganda พระเจ้าสินกูมิน Singu Min โปรดให้หล่อขึ้นมาในปี 1778 มีจารึกเป็นภาษาพม่ากล่าวถึงเรื่องนิรวาน หรือ นิพพาน nirvana เมื่อพม่าทำสงครามกับอังกฤษในปี 1825 อังกฤษขนย้ายระฆังลงเรือเพื่อนำกลับประเทศ แต่เรือล่มระฆังจมอยู่ใต้แม่น้ำย่างกุ้งไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้ ในคราวนั้นชาวพม่าใช้ทั้งซุงและไม้ไผ่ลงไปหนุนจนระฆังลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำและนำกลับขึ้นมาในปีรุ่งขึ้นได้ ข้างๆหอระฆังมีพระนั่งองค์ใหญ่สูง 30 ฟุต ทั้งหอระฆังและวิหารโถงหลังนี้หันไปทางพระเจดีย์ใหญ่ มีคนมานั่งหลบฝน บ้างก็ทำสมาธิ และรอดูไฟกลางคืนกันเป็นจำนวนมาก ผมเห็นคนพม่าไม่น้อยที่เข้าไปนั่งสมาธิภายใต้ระฆังใหญ่ทั้งสองใบ หากเกิดแผ่นดินไหวระฆังตกลงมาคนที่อยู่ข้างในคงได้นั่งสมาธิยาวไม่ต้องออกมา สิ่งที่น่าสนใจข้างบนอีกอย่างหนึ่งคือวิหารพระกอนา วิหารพระกอนานี้อยู่ติดกับเจดีย์พี่ นาวดอจีด้านทิศใต้ พระพุทธรูปในวิหารนี้มีขนาดตาสองข้างไม่เท่ากัน เรื่องของชินอจกอนา (อ่าน ชิน-อะ-จะ-กอ-นา) Shin Ajagawna เกิดขึ้นในสมัยอาณาจักรพุกาม เขาได้รับมอบหมายให้หาศิลาอาถรรพ์ philosophy’s stone ซึ่งเชื่อว่าสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบของการเล่นแร่แปรธาตุ alchemist เพื่อเปลี่ยนโลหะให้เป็นทองคำบริสุทธิ์ได้ พระราชาทุ่มเททรัพย์ให้เขามากมายเพื่อค้นหาศิลา แต่เขาหาไม่พบทำให้พระองค์โกรธควักนัยน์ตาของเขาออกทั้งสองข้าง ต่อมาในภายหลังเขาค้นพบศิลาอาถรรพ์ พระราชามอบดวงตามาให้ 1 คู่ ข้างหนึ่งเป็นของแพะ อีกข้างหนึ่งเป็นของวัวซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า เขาใช้ศิลาอาถรรพ์แตะรักษาตัวเองกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง และมารู้จักกันว่าเป็นพระอิสกอนา Izza-Gawna อิสะหมายถึงแพะ กอนาหมายถึงวัว
![]() |
| ระฆังมหากันดะ |
![]() |
| วิหารพระอิสสะกอนา |
![]() |
| กู่สร้างเหนือบ่อล้างพระเกศา |
![]() |
| กวาดลานวัด เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมานาน สตรีจะเป็นผู้กวาดลานวัดทุกวันเสาร์ |
ตามประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีระฆังอีกใบหนึ่ง พระเจ้าธรรมเจดีย์โปรดให้สร้างขึ้นในปี 1485 ระฆังใบนี้หนักถึง 300 ตัน บางตำราบอกว่าพระองค์ร่วมบริจาคสัมฤทธิ์หนัก 5 ตัน นักสำรวจชาวโปรตุเกสชื่อ ฟิลิป เดอ บริโต อี นิโคต์ Philip de Brito e Nicote ย้ายระฆังไปจากวัด ในระหว่างที่นำข้ามแม่น้ำพะโคเพื่อเอาไปหลอมทำลูกปืนใหญ่ ระฆังพลัดตกลงไปในแม่น้ำพะโค(แม่น้ำย่างกุ้ง)จมอยู่ใต้น้ำตั้งแต่ปี 1608 จนบัดนี้
ฝนยังพรำไม่หายตั้งแต่เย็น ฟ้ารอบข้างเริ่มสลัวลงตามลำดับ แต่องค์พระธาตุค่อยๆเรืองขึ้น รอบข้างผมนอกจากชาวพม่าแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวที่มารอดูชเวดากองในยามค่ำคืนกันพอสมควร บ้างก็นั่งตากฝนอยู่ที่ลานนมัสการรูปดาว บ้างก็หลบอยู่ตามวิหารตาซาวต่างๆที่หันหน้าเข้าหาเจดีย์ เมื่อฟ้ามืดสนิท สีทองคำสุกปลั่งตัดกับฟ้าสีน้ำเงินเข้มจนเปลี่ยนเป็นดำสนิทเป็นเวลาที่ผมจะกลับที่พักเสียที ผมเดินกลับลงมาตามทางบันไดเพื่อมารับรองเท้าที่ฝากไว้ รถแท๊กซี่นำผมกลับไปส่งที่หน้าโรงแรม ร้านอาหารค่ำนั้นเป็นเพิงข้างทางที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก สามารถทำให้ผมอิ่มและอร่อยได้ พ่อค้าหนุ่มน้อยกำลังรวนข้าวผัดในกะทะใบใหญ่ให้เข้ากัน ในตู้กระจกมีกับข้าวอยู่ 3-4 อย่าง ผมชี้ไปที่ข้าวผัดและแกงอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนไข่ปลา สักพักเด็กผู้หญิงตัวน้อยอีกคนนำอาหารมาส่ง โต๊ะ 3 ตัวนั่งกันเต็มทุกด้านไม่มีใครสนใจใครกันอีก ผมกลับขึ้นมาถึงที่ห้องเปิดน้ำให้เท้าแช่น้ำอุ่นอยู่พักหนึ่งก่อนจะอาบน้ำ ผมจดบันทึกและจัดของเตรียมตัวสำหรับเช้าวันรุ่งขึ้นที่ต้องออกเดินทางแต่เช้า ฝนด้านนอกยังไม่หยุด แสงไฟจากเมืองตามตึกค่อยๆหายไปทีละดวง ม่านหน้าต่างเปิดกว้างเผยให้เห็นชเวดากองที่ลอยเด่นให้คนทั้งเมืองได้ยล
บทส่งท้ายชเวดากอง
ผมไม่คาดมาก่อนว่าจะได้มาพม่า และได้ยลชเวดากองถึง 2 ครั้งในการเดินทางคราวนี้ แม้จะเป็นชเวดากองท่ามกลางฝนพรำที่พื้นเปียกน้ำก็ตาม แต่ผมก็ตื่นเต้นกับประวัติศาสตร์และชเวดากองที่ผมเคยรู้จักแต่ในหนังสือตั้งแต่ผมยังเป็นนักเรียนชั้นประถมต้น เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมจัดตู้หนังสือหมวดอารยธรรมตะวันออก ผมเห็นหนังสือภาพ Shwedagon ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจว่าผมมีหนังสือเล่มนี้ด้วยหรือ ทั้งๆที่ผมเลือกหนังสือเล่มนี้กับมือเองจากกองหนังสือลดราคาเหลือ 10% ข้างในเป็นภาพและเรื่องราวของชเวดกากองในหลายมุมมอง หนังสือเล่มนี้มีภาพเก่าของชเวดากองยุคอาณานิคมราวปี 1880-1900 และที่ช่างภาพชาวเยอรมันถ่ายไว้ใหม่ในปี 1976 ชเวดากองวันนี้กับวันก่อนเก่าเกือบเป็นคนละชเวดากองกันเลยทีเดียว ภาพยุคอาณานิคมเผยให้เห็นงานศิลปกรรมของคนรุ่นโบราณที่วิจิตรล้ำ วิหารโถงต่างๆปั้นรักประดับกระจกงดงาม เชิงชายคาของพญาธาตุแกะสลักไม้งดงามอลังการ แต่ทุกวันนี้เหลือแค่งานฉลุดุนลายสังกะสี เสาหงส์ต่างๆ และตุงที่ตั้งขึ้นเพื่อสักการะพระธาตุแทบไม่เหลือ ปูนปั้นเทวดา, สัตว์ครึ่งสิงห์หัวเป็นคนแบบของมอญที่เรียกว่า มนุษสีห์ manuthiha ที่เคยประดับกระจกหลากสีงดงามเหลือเพียงปูนเกลี้ยงๆทาสีทับ ศิลปะอันล้ำค่าของพม่าจางหายไปพร้อมกับการแย่งชิงอำนาจกันเอง ชเวดากองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาดูเปลี่ยนไปตามสมควร สถูปและเจดีย์ขาวๆถูกจับทาสีทองหมด พญาธาตุที่ผุพังไปสร้างขึ้นมาใหม่ แต่จะหาช่างฝีมืออย่างเดิมคงไม่มีอีกแล้ว เขาย้ายพระพุทธรูป บ้างก็ซ่อมแซมใหม่ บ้างก็ลบออกทำใหม่ตามแต่กำลังทรัพย์ สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้คือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบอกว่าที่นี่ไม่เคยหลับ ชเวดกาองยังมีชีวิตอยู่และจะอยู่ไปอีกนาน
![]() |
| วิหารทิศตะวันออก ปัจจุบัน |
![]() |
| วิหารด้านทิศตะวันออก ปี 1976 (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) |
![]() |
| พระไสยาสน์ในวิหาร ฉากพื้นหลังลบลายเขียนเดิมออกทาเป็นสีขาวแทน |
![]() |
| พระไสยาสน์องค์เดียวกับข้างบน ปี 1976 เขียนอุณาโลมไว้ที่หน้า มีภาพเขียนพระอินทร์กำลังสรงน้ำ ข้างบนแขวนรูปพระธาตุอินทร์แขวนไว้ (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) |
![]() |
| ซุ้มประตูทางขึ้นดานทิศเหนือ ปี 1976 (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) |
![]() |
| หมู่วิหารโพธิคยาและตาซาวทางด้านทิศเหนือราวปี 1976 ต่างจากวันนี้พอสมควร (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) |
![]() |
| สิงห์หน้าคนเปลือแค่ทาสีธรรมดา ช่างสมัยใหม่หมดปัญญาประดับกระเบื้องเล่นลาย พานดอกไม้ทองตั้งอยุ่บนซ้าย |
![]() |
| มนุษสีห์ หรือ สิงห์หน้าคนแต่เดิมประดับกระเบื้อง เจดีย์บนลานประทักษิณทาสีขาวธรรมดา (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) |
![]() |
| เทวดาร่ายรำประดับสองข้างประตูของเดิมราวปี 1880 ปัจจุบันแทบไม่เหลือ ของเดิมประดับกระจกงดงาม (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) |
![]() |
| แต่เดิมหลังคาประดับเครื่องไม้ฉลุเฉลางดงาม ปัจจุบันเหลือเป็นแผ่นสังกะสีฉลุดุนลายทาสีทอง (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) |
![]() |
| สถูปชั้นนอกรอบพระเจดีย์แต่ก่อนมีไม่มาก ปัจจุบันเต็มทุกพื้นที่ ลานวัดปูด้วยแผ่นหิน (ภาพจาก Moore, and et al., 1999) |
ที่มา:
Lonely planet, Myanmar (Burma). 2009
Moore, E., Mayer, H. and Win Pe, U. Shwedagon golden pagoda of Myanmar. 1999
































ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น