วันอังคาร, พฤศจิกายน 01, 2554

น้ำท่วม 2011 ตอนที่ 2 กรุงเทพเมืองบาดาล

ตอนที่แล้ว http://onedaywheniwasyoung.blogspot.com/2011/10/2011.html ผมเล่าเรื่องสาเหตุการเกิดน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ผมอพยพมาอยู่เพชรบูรณ์ได้ 10 วันแล้ว ได้ติดตามข่าวน้ำโดยตลอดจนทราบว่าน้ำที่รออยู่ที่บางไทรและวังน้อยรวมแล้วกว่า 12,000 ล้านลูกบาสก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณเท่ากับน้ำที่กักไว้เต็มเขื่อนภูมิพล แบบจำลองต่างๆคำนวณระดับน้ำในกรณีที่เขื่อนคันต่างๆแตก มีรายงานว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาทุกเขตยกเว้นเขตบางขุนนนท์เท่านั้นมีความเสี่ยงจมบาดาล ซึ่งลามไปถึงหลายอำเภอในจังหวัดนครปฐม ส่วนทางด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยามีพื้นที่เสี่ยงริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สาธร ยานนาวา บางคอแหลม ส่วนทางเหนือกรุงเทพฯ ได้แก่ สายไหม มีนบุรี หนองจอก และคลองสามวา น้ำจะเข้ามากรุงเทพฯชั้นในแถบลาดพร้าว ผมติดตามแบบจำลองน้ำท่วมกรุงเทพฯต่างๆแต่ไม่ได้ไว้ใจ น้ำที่ไหลลงมาจากทางเหนือเดินทางวันละ 10 กม. แต่เมื่อน้ำเข้ามาถึงกรุงเทพแถบดอนเมืองแล้ว น้ำกลับไหลช้าลงรุกคืบวันละ 3 กม.เท่านั้นเพราะมีการสร้างคันกั้นน้ำต่างๆเต็มทุกพื้นที่ การสร้างคันกั้นน้ำกลับชะลอน้ำทำให้น้ำขังในกรุงเทพฯนานกว่าที่อื่น ผลจากการคำนวณ กรุงเทพฯฝั่งตะวันออกจะมีน้ำผ่านลงมาน้อยกว่า ประกอบกับกรุงเทพฯชั้นในฝั่งนี้มีอุโมงค์ส่งน้ำจะทำให้ใช้เวลาผันน้ำนาน 60 วัน ส่วนทางฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณน้ำมากกว่า คาดว่าจะมีน้ำท่วมขังนานถึง 70 วัน น้ำที่ติดคันกั้นน้ำต่างๆคูคลองปลายทางที่รอผันน้ำลงทะเลแห้งเหือด น้ำยังไหลลงไปไม่ถึง



การสร้างคันกั้นน้ำจะเอาชนะปริมาณน้ำมากมายขนาดนั้นได้หรือ น้ำ 12,000 ล้านลบ.ม. เป็นน้ำหนักมหาศาลถึง 12,000 ล้านเมตริกตัน หรือ 12 ล้านล้านกิโลกรัมเลยทีเดียว ไม่ว่าจะสร้างคันกั้นน้ำสูงเท่าไร ซ้อนกระสอบทรายเพิ่มความหนาอีกกี่ชั้น จะไม่มีทางกั้นน้ำได้เพราะแรงกดอันมหาศาลของมันจะทะลุทะลวงเข้ามาได้ จะกั้นไว้ได้ต้องแข็งแรงไม่แพ้สันเขื่อนภูมิพล และพื้นหินภูเขาเท่านั้นที่จะรองรับน้ำหนักน้ำได้ไม่ใช่ผิวดิน สุดท้ายแล้วน้ำจะเอ่อข้ามทุกคันกั้นและพังคันกั้นแตกทะลักเข้ามาเช่นเดียวกับคันกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรม, หมู่บ้านเมืองเอก, คันกั้นน้ำเจ้าพระยาที่บางพลัด มีหลายคนที่หนีน้ำมาเล่าตรงกันว่า เขาได้อุดช่องต่างๆและสร้างกำแพงล้อมบ้านไว้ เขาได้ยินเสียงน้ำดันผ่านรอยยาแนวกระเบื้องพื้นดั่งลั่น น้ำลอดคันกั้นน้ำและลอดกำแพงทะลักขึ้นมากลางสนามในบ้านอย่างชัดเจน และไม่นานน้ำท่วมสุงถึง 1 เมตร จนสุดท้ายแล้วอยู่ไม่ได้ น้ำท่วมเกือบมิดศีรษะ แรงกดของน้ำอันมหาศาลนอกคันจะดันน้ำลงไปใต้ดินและทะลักขึ้นมาในช่องต่างๆที่มันแทรกตัวขึ้นมาบนผิวดินที่แห้งอยู่ ผมไม่ค่อยเชื่อว่าจะมีพื้นที่เขตใดในกรุงเทพฯชั้นในเหลือรอดได้ ในที่สุดแล้วทั้งกรุงเทพฯน่าจะท่วมเกือบทั้งหมดและน้ำจะแช่ขังตั้งแต่ปทุมธานีลงมานานกว่าที่อื่นๆ น้ำทะเลหนุนสูงเป็นสิ่งที่น่ากลัวว่าจะเอ่อล้นคันกั้น แต่น้ำเหนือที่บ่าลงมาน่ากลัวกว่า เพราะในที่สุดแล้วนอกจากน้ำจะพังคันกั้นเข้ามาได้แล้ว น้ำอีกส่วนที่ไหลไปด้านข้างจะตีโอบตลบหลังเข้ามา ตัวอย่างการตีโอบของน้ำเมื่อไม่กี่วันมานี้อยู่บริเวณคลองวัดหลักสี่ น้ำได้ท่วมสถานีดอนเมืองอยู่หลายวันโดยที่ไม่ขยับลงมาที่สี่แยกหลักสี่ กว่าน้ำจะท่วมและเคลื่อนลงมาตามถนนวิภาวดีกินเวลาหลายวันไม่เป็นไปตามที่ทำนายไว้ในครั้งแรกเพราะติดคันกั้นที่คลองนั่นเอง แต่เมื่อเอ่อข้ามคันกั้นแล้วมันวิ่งอ้อมไปลงสี่แยกหลักสี่ไหลไปตามถนนแจ้งวัฒนะและลงมาที่ถนนวิภาวดี รวมกับน้ำในคลองบางเขนทำให้น้ำท่วมมาถึงแยกเกษตร เหล่านี้ทำให้น้ำเดินทางได้ช้าลงกว่าจะผ่านแต่ละด่าน ในที่สุดแล้วชาวกรุงเทพฯจะเผชิญกับน้ำท่วมนานที่สุด


ทำไมผมจึงคิดว่าจะไม่มีเขตใดในกรุงเทพเหลือรอด  แบบจำลองต่างๆอาศัยปริมาณของน้ำ, ความสูงต่ำจากระดับน้ำทะเลแต่ละพื้นที่, อัตราการระบายของน้ำ,  ทิศทางการไหลและอัตราการระบายในคูคลอง ขนาดของพื้นที่รับน้ำ  จะแม่นหรือไม่แม่นอยู่ที่การคำนวณปริมาณน้ำในทุ่งจากอัตรารับน้ำที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยาเปรียบเทียบกับอัตราของน้ำในแม่น้ำและคูคลองที่จุดวัดต่างๆ  สิ่งที่น่ากลัวกว่าความแม่นยำของแบบจำลองก็คือ หน่วยงานของรัฐขาดเอกภาพในการทำงาน ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างพูด ผู้บริหารไม่เคยได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง มีการเล่นปัดแข้งปัดขาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย แม้ว่าจะมีการรวบอำนาจประกาศใช้พระราชบัญญัติในภาวะที่เกิดภัยพิบัติ แต่มีการประท้วงจากประชาชนกลุ่มต่างๆ มีพวกอันธพาลเดิมๆออกมาก่อกวนการทำงานและผู้บริหารไม่มีภาวะผู้นำที่จะควบคุมคนผู้ใต้บังคับบัญชาได้ นับเป็นช่วงเวลาที่อำนาจฝ่ายบริหารประเทศของเราตกต่ำถึงที่สุด


ผมตัดสินใจอพยพออกจากกรุงเทพฯเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่น้ำจะเข้าโจมตีจนถนนต่างๆเป็นอัมพาต ผมไม่ต้องการอดตายและเครียดจนสูญเสียการควบคุมตนเอง ประชากรกรุงเทพฯมีมากกว่าสิบล้านคน หากน้ำท่วมเต็มทุกพื้นที่อย่างที่ผมเชื่อ กรุงเทพฯจะกลายเป็นสุสานคนเป็นที่ความช่วยเหลือทุกชนิดเข้าไปไม่ถึง และไม่มีทางที่จะทั่วถึง เป็นทุกขภิกภัยที่น่าสยดสยองที่สุด ตามตรอกซอกซอยต่างๆน้ำขึ้นสูงกว่า 2 เมตร ดอนเมืองคือภาพสะท้อนเป็นอย่างดีว่ากรุงเทพฯส่วนที่เหลือจะเป็นเช่นไร สนามบินดอนเมืองวันนี้น้ำลึกถึงท้องเครื่องบิน ผมหดหู่ใจกับคนที่แสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของผู้อื่น ค่าเรือที่แพงลิบ ระยะทาง 200 เมตรเรียกเก็บเที่ยวละ 50 บาท ไข่ไก่ฟองละ 8 บาท ของบริจาคที่ได้รับกองสุมกันจนเสียหาย บ้างก็สวมชื่อบริจาคของนักการเมืองถิ่น ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงอีกประการคือ การบริหารจัดการให้มีอาหารอย่างพอเพียง เมื่อระบบขนส่งถูกตัดขาด รัฐไม่สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากภาคหนึ่งลงมาช่วยเหลือภาคที่ประสพปัญหาได้ทั้งที่ภาคผลิตอื่นมีศักยภาพอยู่ แต่กลับแก้ปัยหาด้วยการนำเข้าโดยอ้างความเร่งด่วน นอกจากจะขาดสติปัญญาในการบริหารแล้วยังชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ของการแก้ปัญหาตั้งแต่วิกฤตในเขตกรุงเทพฯยังไม่เกิดขึ้น ฤานี่คืออาถรรพ์คำแช่งสาปตัวเอง แต่ที่แน่แท้คือกรรมที่คนส่วนใหญ่กำหนดชะตาของตัวเองในวันเลือกตั้งกลางปีที่ผ่านมา


ในท่ามกลางความล้มเหลวของภาครัฐและระบบราชการ ผมเห็นความสำเร็จและซาบซึ้งใจกับภาคเอกชนที่ต่างหยิบยื่นความช่วยเหลือไม่ขาดสาย การบริหารและจัดการปัญหาของเอกชนเหนือกว่าหลายขุม ทีวีช่อง3, ทีวีบูรพา, จส100 ต่างระดมสรรพกำลังและสื่อสารการทำงานช่วยเหลือกันเป็นเครือข่ายต่างๆ แม้ว่าจะมีเสียงตำหนิติติง แต่ในเวลานี้ผู้ประสพภัยได้รับการบรรเทาเป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ บรรดานักศึกษาปัญญาชนต่างออกไปช่วยบรรจุกระสอบทรายทั้งๆที่ไม่ใช่เขตที่พักอาศัยของตนเอง พวกเขาช่วยกันบรรจุสิ่งของลงถุงยังชีพ อากัปกิริยาการทำงานของหลายๆคนบอกชัดว่าเป็นคุณหนูที่ไม่เคยจับงานบ้านงานเรือน แต่ความมุ่งมั่นในการทำงานกลับเต็มเปี่ยมน่าสรรเสริญ ความสามัคคีและน้ำใจของภาคประชาชนล้นเหลือ ทหารเป็นหน่วยงานของรัฐเพียงหน่วยเดียวเท่านั้นที่ทำงานหนักตลอดช่วงเวลานี้ ปัญญาชนกรอกทราย ปัญญาควายนั่งบริหาร เป็นวาทกรรมเด็ดของน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2554


ในชีวิตนี้ ผมประสพภัยน้ำท่วมในเมืองหลวงไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง ไม่มีครั้งใดที่เมืองฟ้าอมรจะหนักหนาสาหัสเท่านี้ น้ำสูงตั้งแต่เอวจนมิดศีรษะ น้ำท่วมก่อนนี้เราไม่เคยขาดอาหาร ขาดน้ำดื่ม ไม่เคยโดนตัดไฟฟ้า กฏของธรรมชาติเราไม่สามารถกำหนดและควบคุมได้ แต่เราสามารถบริหารให้เกิดประโยชน์หรือบรรเทาพิษภัยของมันได้ ในครานี้ภัยพิบัติจากธรรมชาติไม่น่ากลัวเท่าภัยพิบัติจากสติปัญญา, ความคิดและสิ่งที่อยู่ในเบื้องลึกของใจมนุษย์ได้ ขอพระเจ้าสถิตย์อยู่ด้วยกับคนไทยทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ ให้อยู่อย่างมีสติและไม่ประมาท ในที่สุดแล้วน้ำมาถึงทุกคนอย่างแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น