ในขณะที่รออาหารเที่ยง ผมออกมาเดินหน้าเรือนแถว เห็น ‘ออฟ’ ลัดเลาะออกมาจากดงต้นกระถิน
มาหน้าสนามผ่านข้างบ้านผมไป เขากำลังจะเดินลงถนนสาธารณะไปทางท้ายไร่ เห็นถุงพลาสติกก๊อบแก๊บเหน็บไว้ที่กระเป๋าหลังกางเกางยีนส์หนึ่งใบ
ด้วยความอยากรู้
“ออฟ จะไปไหน”
“ไปเก็บมะม่วงครับ”
“หา..เอ็งจะไปขโมยมะม่วงชาวบ้านเหรอ” ที่ผมถามเพราะในไร่ของเราไม่มีมะม่วงที่โตพอจะออกลูก
ยิ่งลัดเลาะไปทางท้ายไร่ยิ่งไม่มีต้นมะม่วงเพราะมันเป็นท้องนาเก่า
ถ้าจะเก็บมะม่วงก็แสดงว่าไปเก็บมะม่วงในที่ของคนอื่น
“อ๋อ เป็นที่ของเราเองครับ” รู้สึกงงๆกับคำตอบว่าที่ของเรา(บริษัทฯเรา)มีมะม่วงจริงๆหรือ
“จะเอามาทำไร ตำมะม่วงเหรอ”
“ทำส้มครับ” หมายถึงกินเปรี้ยวนั่นเอง
“ไปเถอะ ตามสบาย”
ผมมองตามร่างใหญ่โตของออฟที่เดินไปตามทางเดินระหว่างแปลง
นึกอะไรออกจึงกลับเข้าห้องไปนำกล้องถ่ายรูปออกมา มองจากหน้าต่างห้องเห็นออฟอยู่ลิบๆตรงดงไม้ที่มีเถียงนาหลบเงาแดด นายออฟกระโดดเหย็งๆคว้ามะม่วงอยู่
แต่เขาไกลเกินรัศมีทำการกล้องของผม
ผมกลับเข้าห้องไปดูว่าอาหารที่อุ่นไว้ได้ที่หรือยัง กว่าเขาจะเดินออกมาคงอีกสักพัก
จึงนั่งลงรับประทานอาหารพร้อมกับเปิดทีวีดูข่าว
สักพักหนึ่งก็โผล่ออกไปดูที่หลังบ้านเห็นออฟถือถุงมะม่วงกำลังเดินดุ่มๆกลับมา
นายออฟไต่คันดินขึ้นมาบนที่ของเราก็ประสานกับสายตาของผมที่กำลังมองเขาอยู่ ท่าทางเด็กหนุ่มอึดอัดบอกไม่ถูกว่าเจ้านายจะมาไม้ไหน
เพราะผมยืนจังก้าขวางทางเดินอยู่
“ไหน ขอดูหน่อยว่าได้มะม่วงอะไรมา” ออฟเปิดถุงให้ผมดู เป็นมะม่วงลูกเขียวๆ
แต่ละผลไม่โตนัก
“พันธุ์อะไรครับ”
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ”
"พี่แบ่งไว้ทานหน่อยไม๊ครับ"
"ไม่ล่ะ ขอบคุณครับ"
“มา ขอถ่ายรูปไว้หน่อย ไว้เป็นหลักฐานส่งไปโรงพัก”
ออฟยิ้มแบบใจดีสู้เสือ “ที่ตรงนี้เป็นที่ของญาติครับ
เก็บได้เขาไม่ว่าอะไร”
ผมบอกออฟให้ยกถุงมะม่วงขึ้นโชว์เดี๋ยวพี่จะถ่ายรูป
เด็กหนุ่มยิ้มเผล่แบบเขินๆ ผมเช็คดูภาพในกล้องแล้วอุทานออกมาว่า “ทำไมมันมืดอย่างนี้ล่ะ เสียงออฟตอบเต็มคำออกมา “ก็ผมออกจะดำอย่างงี้”
ออฟมาสมัครทำงานที่บริษัทฯในตำแหน่งคนสวนเมื่อกลางปีที่แล้ว
ผมจำสัปดาห์แรกที่เขามาทำงานได้ว่าเป็นจังหวะที่ผมอยู่ที่นั่นพอดี เด็กรูปร่างสมบุรณ์ ผิวดำ ตัวใหญ่
ดูแล้วไม่ค่อยน่าประทับใจนัก
ผมถามหัวหน้าเขาว่าจะให้ทำอะไรบ้าง
ออฟจะช่วยโบกรถและจัดที่จอดรถให้กับลูกค้าที่มาร้านกาแฟ และทำสวน ผมอยากได้พนักงานที่ดูหล่อเนี๊ยบกว่านี้มาเป็นด่านรับลูกค้าด่านแรกมากกว่า
แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เวลาผ่านไปผมพบว่าเขาเป็นคนอัธยาศัยดี
ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาสุภาพ ไม่เกี่ยงงาน
ความที่ออฟตัวใหญ่ เหงื่อพรั่งพรูตลอดเวลา เขาจะทำงานแบบเนิบๆไปเรื่อยๆ ผมพบความจริงอย่างหนึ่งว่า เวลาเราเห็นออฟแล้วเรามักอารมณ์ดีเสมอ
มีอยู่ครั้งหนึ่งผมให้เขาทำสวน
พวกคนงานไปช่วยกันขนดินมาจากที่ด้านหลังใส่รถอีแต๋นมาปรับที่ว่างข้างๆร้านกาแฟ ผมให้เขานำอิฐจากพื้นเดิมที่จมดินขึ้นมาปูใหม่ วันนั้นออฟก้มหน้าก้มตาปูอิฐทางเดิน ทำคนเดียวตั้งแต่เช้ากว่าจะเสร็จก็ค่ำได้เวลากลับบ้าน
ท่าทางภูมิอกภูมิใจกับผลงานเป็นอย่างมาก
ผมเห็นเขาบรรจงใช้จอบเกลี่ยดินออกเป็นช่อง เพื่อวางและเหยียบอิฐจนแน่น
และวัดระยะให้ตรงเสมอกัน
เที่ยงวันหนึ่งผมเข้าไปหาเครื่องมือที่ห้องช่าง เห็นห้องปิดเงียบ เมื่อเปิดเข้าไปจึงเห็นว่าคนงานกำลังนอนกลางวันกันอยู่ ออฟกำลังนอนหลับปุ๋ย เขานอนตะแคงหัวอิงอยู่กับม้วนสายไฟ
นอนกอดอก ตั้งแต่ไหล่ เอว สะโพกลงไปถึงปลายเท้าตั้งตรงได้ฉากไม่ผิดกับพระปูนปั้นนอนในวิหาร เห็นแล้วอดขำไม่ได้ ถ้ามีกล้องถ่ายรูปผมคงได้บันทึกไว้แล้ว มีอยู่วันหนึ่งออฟทำงานอยู่แถวหน้าร้านค้า
ลูกค้าร้านกาแฟของเราซื้อกาแฟเย็นแก้วหนึ่งนำไปส่งให้ วันนั้นออฟดีอกดีใจอวดแก้วกาแฟกับทุกคน
บอกว่าไม่ต้องการอะไรมาก แค่นี้ก็ชื่นใจพอแล้ว
ตกเย็นได้เวลาเลิกงาน ออฟพาร่างขึ้นจักรยานยนต์ มันดูเหลือคันเล็กนิดเดียวร่ำลาเพื่อนร่วมงานอยู่หลายตลบก่อนจะออกไป บ้านออฟอยู่ไกลออกไปเกือบยี่สิบกิโล
วันหนึ่ง
หัวหน้างานมารายงานว่าออฟไม่มาทำงานสองวันแล้ว โทรเข้าไปหาก็ไม่รับสาย จากสองวันเป็นสี่และห้าวัน หัวหน้างานบอกผมว่า วันสุดท้ายที่ออฟทำงาน วันนั้นนายจากกรุงเทพฯ (ญาติเจ้าของ)
เรียกเขาไปช่วยขนย้ายของ
นายเกิดไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ดุด่าออฟ
ออฟบอกว่า “เกิดมายังไม่มีใครมาด่าออฟอย่างงี้” ปากและสันดานของนายคนนี้ใครๆก็รู้ว่าเป็นอย่างไร หัวหน้างานฝากคนไปบอกออฟที่บ้านว่า
ถ้าไม่มาทำงานก็ให้มาเขียนใบลาออกให้เรียบร้อย
วันรุ่งขึ้นออฟรีบบึ่งรถมาทำงานบอกว่าไม่ออกแล้ว ขอบคุณออฟ ถ้าออฟไม่อยู่ พี่ๆที่นี่ก็จะไม่มีอะไรให้เมาท์กันอีก ผมได้บทเรียนอย่างหนึ่งว่า
อย่าดูคนที่หน้าตาภายนอก แต่ให้ดูเข้าไปที่ใจของเขา
มนุษย์ดูคนที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรที่จิตใจ (1 ซมอ 16.12)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น