วันอังคาร, มิถุนายน 05, 2555

D5100 ปะทะ D90

D5100


เมื่อเดือนเมษยน ผมคิดว่าจะซื้อกล้องสำรองไว้สักหนึ่งตัว  ระหว่าง D5100 และ D90  D5100 เป็นกล้องรุ่นเล็กฟอร์มสด นิคอนเพิ่งวางตลาดกล้องรุ่นนี้ในเดือนเมษายน 2011 เพียงปีเดียว  เป็นกล้องระดับเริ่มต้นที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด กล่าวคือใช้เซ็นเซอร์และระบบประมวลผลของกล้องรุ่นใหญ่ D7000  ทำให้คุณภาพของภาพดีเท่ากับกล้องรุ่นใหญ่ ดีกว่า D700 ซึ่งเป็นกล้องฟูลเฟรมเสียอีก  ส่วน D90 เป็นกล้องรุ่นก่อนหน้า D7000 เริ่มวางขายตั้งแต่ตุลาคมปี 2008  เป็นกล้องที่สร้างชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่งในครั้งนั้น  นิคอนออกกล้องรุ่น D7000 มาแทนรุ่น D90 ในเดือนกันยายนปี 2010  (กล้องแต่ละรุ่นมีอายุราว 2 ปี)     เป็นที่ถกเถียงกันตามหน้าเวปทั้งไทยและเทศว่าจะเลือกกล้องอะไรดีระหว่าง  D5100 กับ D90  ยิ่งกระแสราคา D90 ร่วงลงมาสูงกว่า D5100 ไม่กี่พันบาทยิ่งทำให้เกิดอาการสองจิตสองใจมากยิ่งขึ้น   ผมเข้าไปดูผลการทดสอบกล้องและข้อวิพากษ์ต่างๆ  คิดว่ากล้องหลักของเรา D700 ก็ล้าสมัยแล้ว กล้องสำรองน่าจะเป็นกล้องที่ทันสมัย  ภาพออนไลน์การทดสอบ D5100 สวยงามถูกใจ  จึงตัดสินใจเลือกซื้อ D5100 และให้ภาพสวยงามถูกใจ  ผมนำกล้องไปถ่ายภาพงานพระเมรุ  นำไปถ่ายภาพที่เขาค้อ   และนำขึ้นไปภูกระดึงด้วย  ซึ่งความถูกใจ D5100 ของผมมาสิ้นสุดเอาที่นี่    ความเร่งรีบในการเดินทางประกอบกับสภาพอากาศต้นฤดูฝนและการบันทึกภาพในหลายสถานการณ์ระหว่างภาพมาโคร, ภาพน้ำตก, ภาพบุคคล สลับกันไปมาตลอดเวลา ทำให้ผมมีปัญหาการควบคุมกล้องที่ต้องเข้าไปแก้ในเมนู  ยิ่งจับถือกล้องทั้งวันยิ่งเมื่อยเพราะกล้องรวมถึงปุ่มต่างๆเล็กมาก   อุ้งมือผมพลาดไปกดทับปุ่มต่างๆรวมทั้งแป้นควบคุมเลื่อนตำแหน่งตลอดเวลา   ผมเริ่มรู้แล้วว่าการจับถือกล้องสำคัญมากไม่ด้อยไปกว่าเทคโนโลยีในตัวมัน

D5100 และ AF-S Nikkor 16-85mm.  f3.5-5.6

สิ่งที่ D5100 เหนือกว่า D90 คือเซ็นเซอร์และระบบประมวลผลภาพ  ที่ให้ความละเอียด 16.2MP (เทียบกับ 12.3MP ในรุ่น D90) และระบบประมวลผลภาพ Expeed II ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเป็นรุ่นที่สอง  การแปลงค่าสีของเซ็นเซอร์จากอะนาล็อคเป็นดิจิตัล A/D converter เป็น 14 บิท(เทียบ 12  บิท) สำหรับการ์ดความจำกล้อง D5100 สามารถใช้การ์ด SDXC  การ์ดประเภทนี้มีสามารถบรรจุความจำได้มากกว่า SDHC   ยิ่งมีความจุมากจะช่วยให้กล้องประมวลผลได้เร็วขึ้น    ลักษณะเด่นอีกประการของกล้อง D5100 คือจอภาพสามารถพับเก็บและเปิดออกใช้งานได้  เป็นการเปิดออกในแนวระนาบ 180 องศา  และเมื่อเปิดออกแล้วสามารถบิดหมุนขึ้นลงเป็นมุม 270 องศา  จึงสดวกในการถ่ายภาพจากหน้าจอ LCD ในมุมสูง, ในมุมต่ำและถ่ายตนเอง  ส่วนรุ่น D90 จอตรึงอยู่กับที่   จอทั้งสองรุ่นมีขนาดจอภาพกว้าง 3 นิ้ว  มีความละเอียด 920,000 จุด เป็นจอซิลิคอนชนิด low-temperature polysilicon  มีมุมรับภาพชัดเจนกว้างถึง 170 องศา  สามารถปรับความสว่างขอจอในเมนู   ขนาดของกล้อง D5100 นั้นเล็กกว่าอย่างชัดเจนเพียง  128 x97x79 มม. (เทียบกับ 132x103x77มม.)  มีน้ำหนักเฉพาะตัวกล้อง 510 ก. (เทียบกับ 620 ก.)  โครงสร้างของ D5100 ประกอบจากพลาสติกชนิดโพลีคาร์โบเนต  และหุ้มยางกันลื่น มีความโค้งมนกระทัดรัดเหมาะกับมือผู้หญิง   กล้อง D90 ใช้โครงโลหะเสริมในจุดที่ต้องการความแข็งแรงหุ้มด้วยโพลีคาร์โบเนตจึงมีความแข็งแรงสูงกว่า รูปร่างใหญ่จับถนัดมือ  สำหรับผู้ชายมือใหญ่สามารถติดกริป MB-D80 เพิ่มช่วยให้การจับถือใช้งานสดวกทั้งแนวตั้งและแนวนอน  นิคอนไม่ได้ผลิตกริปออกมาให้ใช้กับ D5100  กริปที่เป็นของเทียบนอกค่ายประกอบได้ไม่ปราณีต และต้องมีสายโยงออกมาเชื่อมต่อกับตัวกล้องหากต้องการใช้ชัตเตอร์บนกริปในแนวตั้ง

เปรียบเทียบขนาดและภาพด้านหน้าของ D90 และ D5100

ภาพด้านหลัง เห็นได้ชัดว่ากล้อง D5100 ไม่มีพื้นที่วางอุ้งมือใต้ตำแหน่งนิ้วโป้ง

 กล้องทั้งสองรุ่นมีการทำงานคล้ายกัน  ช่องมองภาพ viewfinder เป็นปริซึมห้าเลี่ยม เห็นขนาดภาพใกล้เคียงกัน  สามารถปรับชดเชยสายตาสั้นและยาวได้  ใช้ไฟฟ้าในการเปิดรูรับแสงเลนส์ เฉพาะรุ่น D90 มีปุ่มเช็คระยะชัดลึกที่ด้านหน้า     นิคอนออกแบบให้มีความไวชัตเตอร์ตั้งแต่  1/4000 วินาที – 30 วินาที และควบคุมการเปิดปิดม่านชัตเตอร์ด้วยไฟฟ้า   สามารถใช้ชัตเตอร์ที่สัมพันธ์กับแฟลชตั้งแต่ 1/200 วินาทีลงไป   นิคอนออกแบบระบบกลไกการลั่นชัตเตอร์ของ D90 ไว้ให้มีอายุยาวนานสูงถึง 100,000 ครั้งให้สมกับเป็นกล้องของมืออาชีพมากกว่ากล้องของผู้เริ่มต้นเช่น D5100

การบันทึกภาพทำได้ทั้งการบันทึกครั้งละภาพ  การบันทึกภาพต่อเนื่องเป็นชุดแบบเร็วและเร็วมาก, การตั้งถ่ายตนเอง และการใช้รีโมทบังคับจากระยะไกล    D5100 สามารถบันทึกภาพต่อเนื่องได้สูงสุด 4 ภาพต่อวินาที (เทียบกับ 4.5) 

ระบบวัดแสง  ใช้ระบบวัดแสงผ่านเลนซ์ TTL บนเซ็นเซอร์ขนาด 420-pixel ที่จำแนกระบบสีแบบ RGB  สามารถเลือกการวัดแสงเป็นแบบเฉลี่ยทั้งภาพในระบบสีแมทริกซ์สามมิติ  หรือเลือกการวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง 75% ของภาพ และการวัดแสงแบบจุดเล็กๆ 2.5% ของภาพ    นอกจากโหมดการวัดแสงมาตรฐานทั้งสี่ ได้แก่ โปรแกรม P, ความไวชัตเตอร์เป็นหลัก S, ค่ารูรับแสงเป็นหลัก A, ปรับตั้งเอง M   แล้ว นิคอนยังจัดทำโหมดสำเร็จรูปเพื่อการถ่ายภาพมาโคร, ภาพกีฬา, ภาพบุคคล, ภาพบุคคลกลางคืน และภาพทิวทัศน์  เฉพาะรุ่น D5100 นิคอนเพิ่มโหมด ภาพเด็ก, ภาพสัตว์, ภาพตะวันขึ้น, ภาพทิวทัศน์ค่ำคืน, ภาพในห้อง, ภาพใต้แสงเทียน และอื่นๆ รวมแล้วมีมากถึง 23โหมด เพื่อให้ผู้ถ่ายภาพที่ไม่มีความชำนาญเรื่องการควบคุมกล้องสามารถบันทึกภาพหลากหลายโอกาสได้สวยงามอย่างมืออาชีพ  สำหรับความไวแสงที่เลือกใช้ D5100 มีช่วงความไวแสงให้เลือก ISO 100-6400 (เทียบกับ ISO 200-3200) ซึ่งเป็นช่วงที่ให้น๊อยส์ไม่มาก และเพิ่มขึ้นไปได้สูงถึง ISO 25000 (เทียบกับ ISO 6400)   การให้รายละเอียดในส่วนมอดของกล้องนิคอนทั้งสองรุ่นทำงานได้ไม่แตกต่างกันด้วยระบบ active D-lighting

การโฟกัสภาพ ของทั้งสองรุ่นอาศัยระบบเดียวกัน คือ ใช้การตรวจจับความเปรียบต่างของแสงด้วย multi-CAM 100 module  วางตำแหน่งไว้ตามจุดต่างๆ 11 ตำแหน่งให้เลือกใช้ สามารถโฟกัสเองด้วยมือ หรือใช้ระบบโฟกัสอัตโนมัติก็ได้  การโฟกัสอัตโนมัติสามารถเลือกได้ทั้งการโฟกัสเฉพาะจุดแคบ, การโฟกัสแบบจุดกว้าง,  การโฟกัสต่อเนื่องติดตามวัตถุเคลื่อนไหว  ซึ่งขึ้นกับขนาดของพื้นที่โฟกัสที่เลือกใช้

ระบบแฟลชที่มากับกล้องทั้งสองรุ่นทำงานไม่แตกต่างกัน มีระยะการทำงานหรือไกด์นัมเบอร์ใกล้เคียงกัน 12ม.ที่ ISO100  สามารถเลือกการวัดแสงผ่านเลนซ์, ระบบแฟลชเปิดทำงานอัตโนมัติ และทำงานแบบกำหนดเอง  สามารถปรับชดเชยแสงแฟลชได้ -3 - +1ev  สามารถเลือกโหมดการทำงานแก้ตาแดง, หน่วงการยิงแฟลช, ให้ทำงานสัมพันธ์กับม่านชัตเตอร์ชุดที่สอง หรือยกเลิกการทำงานก็ได้  สามารถใช้แฟลชที่ติดกับหัวกล้องในการสั่งงานแฟลชที่อยู่ภายนอกด้วยระบบไร้สาย   เฉพาะรุ่น D90 สามารถทำงานสัมพันธ์กับความไวชัตเตอร์ที่สูงกว่า 1/200 วินาทีได้ และสามารถสั่งแฟลชภายนอก เช่น SB700, SB900 ให้ทำงานในระบบไร้สายได้ในขณะที่ D5100 ขาดคุณสมบัติการสั่งงานแบบนี้

การปรับตั้งอุณหภูมิสีของแสงขาว white balance นอกจากกล้องสามารถอ่านเองโดยอัตดนมัติแล้ว อาจเลือกค่าเองจากสภาพแสงธรรมชาติและแสงไฟที่มีกำเนิดจากหลอดชนิดต่างๆ  มีค่าให้เลือก 12 ค่า และยังสามารถปรับจูนแต่ละค่าบนกราฟได้อีก  เฉพาะรุ่น D90 สามารถตั้งเป็นตัวเลขค่าอุณหภูมิที่ต้องการในหน่วยเคลวินได้อีกต่างหาก

จอมอนิเตอร์ของ D5100 เปิดออกและหมุนได้รอบทิศ
การมองภาพผ่านจอมอนิเตอร์  สามารถเลือกโฟกัสในระบบจดจำใบหน้าคนได้นอกจากระบบโฟกัสอื่นๆที่ให้มา   ขนาดของภาพในรุ่น D5100 จะใหญ่กว่าตามจำนวนพิกเซลสูงสุดที่บันทึกได้คือ 1920x1080 full HD (เทียบกับ 1280x720 D-movie) สามารถเลือกระบบวิดิทัศน์เป็น PAL หรือ NTSC 

การแสดงภาพบนจอของทั้งสองรุ่นไม่แตกต่างกัน ขนาดและชนิดของจอ LCD เหมือนกัน   โปรแกรมที่ติดตั้งมาเหมือนกันทำให้สามารถดูภาพเต็มภาพย่อได้  สามารถซูมดูรายละเอียดของภาพ, ตั้งระยะเวลาแสดงภาพ  สามารถดูข้อมูลการบันทึกภาพได้  นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมแก้ไขภาพแบบต่างๆให้เลือก เช่นตัดขอบ, แปลงเป็นภาพผ่านเลนซ์ตาปลา, แก้เพอร์สเปคทีฟ, ลบรอยฝุ่น, เปลี่ยนอุณหภูมิแสงให้เหมือนภาพที่เลือก เป็นต้น

เลนซ์ที่ใช้กับรุ่น D5100 ให้ใช้รหัส DX  เป็นรุ่นที่ประกอบมอเตอร์ขับเคลื่อนการโฟกัสไว้ในกระบอกเลนซ์  บ่งชี้ด้วยอักษร AF-S ซึ่งรองรับทั้งรหัส D และ G  มีให้ใช้ครอบคลุมตั้งแต่มุมกว้างสุด 10 มม.ไปจนถึงแคบสุด 300 มม.  หากนำเลนซ์ CPU ที่มีปุ่มนำไฟฟ้ารุ่นเก่าที่บ่งชี้ด้วยอักษร AF มาใช้จะไม่สามารถใช้ระบบโฟกัสอัตโนมัติได้  ต้องอาศัยการปรับหมุนโฟกัสด้วยมือ   สำหรับ D90 เป็นกล้องที่ทำเฟืองติดไว้บนเมาท์ของกล้องเพื่อขับเคลื่อนการทำงานของชิ้นเลนศ์ในกระบอก จึงสามารถใช้การโฟกัสอัตโนมัติกับเลนส์ AF ได้   สามารถนำเลนซ์รุ่นเก่าๆของนิคอนและเลนซ์ค่ายอิสระที่ผลิตสำหรับนิคอนตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์มมาใช้ด้วยกัน  ทั้งสองรุ่นสามารถใช้กับเลนซ์รุ่น AI ซึ่งเป็นเลนซ์กลไกล้วนๆ non-CPU lens  การโฟกัสและการปรับตั้งต่างๆต้องกำหนดเอง  แต่เราสามารถเห็นจุดยืนยันโฟกัสได้จากภายในช่องมองภาพ

อุปกรณ์ใช้ร่วมอื่นๆ ได้แก่ สายรีโมทควบคุมกล้อง MC-DC2 และ ตัวอ่านพิกัด GP-1 สามารถใช้ร่วมกันได้   กล้องสองรุ่นนี้ใช้แบตเตอรีร่วมกันไม่ได้  D5100 ใช้แบตเตอรี EN-EL14 บันทึกภาพได้ 660 ภาพต่อการประจุไฟหนึ่งครั้ง  (เทียบกับ EN-EL3e, 850 ครั้ง)

D5100, Nikon 16-85mm. f11, 1/640s, ISO200, AWB
D5100, Nikon micro 85mm. f11, 1/160s, 0.67 eV, ISO400, manual

D5100, Nikon 16-85mm. f5.6, 1/50s. -0.67 eV,  ISO400, AWB

D5100, Nikon micro 85mm. f13, 1/15s, ISO400, AWB

D5100, Nikon 16-85mm. f5.6, 1/4s, -1.0 eV, ISO100, AWB

ทั้งหมดนี่คือคุณสมบัติและการทำงานอย่างย่อๆของกล้องทั้งสองรุ่น  ผมนำภาพจากกล้องทั้งสองรุ่นมาให้ชมเป็นตัวอย่าง  คงไม่ได้เปรียบเทียบกันในลักษณะของภาพต่อภาพเพื่อให้เห็นประสิทธิภาพ  เพราะเราไม่สามารถจำแนกความแตกต่างของไฟล์จากภาพทั้งสองได้เมื่อย่อรูปเว้นแต่จะตัดส่วนของภาพที่ไม่ได้ย่อมาแสดง  เพื่อให้การตัดสินใจง่ายเข้า  ผมขอสรุปข้อดีข้อเสียที่เป็นหลักใหญ่ๆไว้ดังนี้

D5100 ข้อดีคือ  การประมวลผลภาพที่ทันสมัยกว่า มีจำนวนพิกเซลที่ละเอียดกว่าทำให้ได้ภาพที่เนียนน๊อยส์ต่ำแม้จะใช้ที่ ISO สูงๆ มีรายละเอียดของแสงในส่วนมืดและส่วนสว่างดีกว่า   การไล่โทนสีของ 14 บิทดีกว่าเมื่อถ่ายเป็น RAW  สามารถบันทึกเป็นวีดิทัศน์แบบ full HD  น้ำหนักเบา    ข้อด้อยคือ การใช้งานปรับตั้งต้องเข้าไปแก้ไขในเมนูเป็นส่วนใหญ่  ขนาดของกล้องที่เล็กไม่เหมาะกับผู้ที่มีมือใหญ่  การใช้กริปไม่ได้ช่วยอะไรมากเพราะส่วนสัมผัสของนิ้วโป้งยังคงเท่าเดิมจึงเลื่อนเปลี่ยนจุดโฟกัสไปโดยไม่ตั้งใจเช่นเดิม   D5100 จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการภาพที่มีคุณภาพดีมาก  กล้องใช้งานง่าย ไม่ต้องรู้ทฤษฎีลึกซึ้ง ไม่ต้องปรับอะไรให้ยุ่งยาก เพราะมีโหมดการถ่ายภาพแบบต่างๆ ทั้งการถ่ายภาพและการบันทึกวีดิทัศน์ในมุมต่างๆให้เลือกใช้อย่างสนุกสนาน    ไม่เหมาะกับผู้ที่เอาจริงเอาจังกับการถ่ายภาพ หรือนช่างภาพมืออาชีพที่ต้องจับกล้องทำงานทั้งวันและต้องการควบคุมกล้องเอง ไม่เหมาะแม้จะเลือกเป็นกล้องสำรองก็ตาม

D90 ข้อดี คือ เป็นกล้องที่แข็งแรงป้องกันความเสียหายจากการกระแทกกระเทือนหนักๆ  มีอายุชัตเตอร์ 100,000 รอบยืนยาวพอกับอายุกล้อง  ขนาดของกล้องเหมาะกับการจับถือนานๆ  มีปุ่มและแป้นลัดต่างๆทำให้ควบคุมกล้องได้ง่ายและรวดเร็ว  สามารถใช้กับเลนซ์ใหม่และเลนซ์รุ่นเก่าได้กว้าง  สามารถสั่งการทำงานของแฟลชภายนอกด้วยระบบไร้สาย  แบตเตอรีถ่ายภาพได้มากกว่าต่อการประจุหนึ่งครั้ง  มีแบตเตอรีกริปของค่ายให้ใช้งาน  ข้อด้อยคือ ความละเอียดและความเนียนของภาพน้อยกว่ารุ่นล่าสุด    สามารถเลือกใช้       ISO 200-6400  โดยมีช่วงที่ใช้งานได้ดีไม่เกิน ISO1600   ระบบการบันทึกวีดิทัศน์เป็นรุ่นแรกๆจึงไม่เหมาะกับการใช้งานด้านนี้แบบจริงจัง  จอLCD ตรึงอยู่กับที่    D90 เป็นกล้องที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้งานกล้องอย่างจริงจังหลายๆรูปแบบ สมบุกสมบัน ถือจับได้คล่องตัวทำงานได้ทั้งวัน  ผู้ใช้งานสามารถมองข้ามหรือหลีกเลี่ยงข้อด้อยกล้องในการใช้งาน

ข้อคิดบางอย่างจากตัวผู้ใช้งานเอง  ผมนั่งถามตัวเองว่าผมถ่ายภาพที่มี ISO สูงกว่า 800 มากแค่ไหน  และกี่ครั้งที่ผมเพิ่มขึ้นไปเป็น 1600, 3200  และผมเคยคิดจะใช้มากกว่านั้นหรือไม่  คำตอบคือไม่ และผมพอใจกับภาพที่ใช้ ISO1600-3200 หรือไม่  ผมพอใจเพียงร้อยละ 50 เท่านั้นและภาพที่ผมพอใจส่วนใหญ่เป็นภาพขาวดำ  ผมไม่ได้คิดจะถ่ายภาพในถ้ำมืด,  ในโรงภาพยนตร์, ในบ้านผีสิง แบบชนิดต้องการให้เห็นรายละเอียดทุกอย่างรอบตัว  ผมอยากได้รายละเอียดในที่มืดด้วยหรือเปล่า  เมื่อดูรูปทั้งหมดที่ผมถ่ายออกมา ผมคัดเลือกรูปที่ผมชอบเป็นรูปที่มีความเปรียบต่างของแสงสูง ผมชอบเล่นกับแสงและเงา  ผมไม่ได้เป็นพวกถ่ายภาพแบบแสดงและเก็บรายละเอียด  และชอบความรู้สึกของภาพที่มาจากกล้องฟิล์มคือมีนอยส์ปรากฏ  ถ้าผมรู้ว่าภาพอะไรที่กล้องผมให้ไม่ได้หรือออกมาแล้วไม่ดีก็อย่าไปถ่ายในสถานการณ์อย่างนั้น หรือเปลี่ยนสถานการณ์นั้นเป็นโอกาสคือบันทึกกลับมาเป็นภาพขาวดำและเล่นกับนอยส์  การแปลงไฟล์สีขนาด 14 บิทในระบบ RAW ที่เหนือกว่านั้นมันไม่ได้มากจนสังเกตเห็นด้วยตาเปล่า  ไม่ได้เกี่ยวกับการไล่โทนสีที่ดีขึ้นหรือการเปิดรายละเอียดในส่วนเงามืด บิทที่มากขึ้นช่วยให้อ่านค่าสีได้ถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น มีรายละเอียดการอ่านค่ามากกว่า 12 บิท ถึง 4 เท่า   ช่างถ่ายภาพหลายคนลดการแปลงลงเหลือ 8-12 บิท เพื่อให้การประมวลผลทำงานได้รวดเร็วทันกับสถานการณ์การบันทึกภาพเสียด้วยซ้ำ    ถ้าจะถามว่าภาพจากกล้อง D90 มันแย่จนรับไม่ได้เลยหรือก็คงไม่ใช่  มันยังดีอยู่และเราไม่สามารถแยกออกว่าภาพนี้มาจากกล้องธรรมดาหรือกล้องโปรตราบที่เราย่อเหลือภาพขนาดไม่กี่กิโลไบท์หน้าจอคอมพิวเตอร์พื้นฐานและหรืออัดรูปไม่เกิน 8x10 นิ้ว  ที่บ้าเทคโนโลยีกันนี่มีกี่คนที่ถ่ายรูปแล้วเอามาขยายเป็นคัทเอาท์ติดข้างฝาบ้านหรือไปแขวนข้างนอกตึกใบหยกกัน หรือเอาไปขายในแกลเลอรี  ภาพที่คมชัดจนเกินสายตาของมนุษย์ใช่ว่าจะสวยเสมอไป โทนการไล่สีของภาพที่เนียนจนเกินไปไม่ต่างกับผิวหุ่นขี้ผึ้งที่ไม่พบเห็นบนผิวหนังคนปกติ    เมื่อนิคอนประกาศออกมาว่ากล้อง DSLR ตัวแรกที่สามารถถ่ายวีดิทัศน์ได้คือ D90 ในเวลานั้นผมยังคิดอยู่ว่าจะเอามาทำไม  มันเป็นคุณสมบัติที่คนจริงจังเรื่องถ่ายภาพไม่อยากได้  เพราะจะทำให้สุดยอดทั้งถ่ายภาพและถ่ายวีดิทัศน์ในเครื่องเดียวกันมันเป็นไปไม่ได้  ถ้าอยากได้ลูกเล่นแบบนั้นน่าจะไปทำในกล้องเด็กเล่นที่อาศัยความฉาบฉวยเข้าไว้   ผมเคยใช้กล้องโอลิมปัส E-3 ซึ่งสามารถหมุนจอออกมาใช้งานระบบlv live view ดูเหมือนว่าการหมุนจอจะช่วยให้ถ่ายภาพในมุมเงยที่ติดกับพื้นได้ง่ายขึ้น  แต่ในความเป็นจริงการถ่ายภาพ lv เป็นทักษะที่ต้องฝึกเพราะกล้องอาจเลือกจุดโฟกัสได้ แต่การเลือกการวัดแสง, การใช้ระบบ AEL/AFL ควบคู่กันเป็นไปไม่ได้  มันไม่ง่ายเหมือนการมองและบันทึกภาพผ่านช่องมองภาพและต้องมีระยะเวลาพักหนึ่งให้สมองกลในกล้องทำงาน  เป็นลูกเล่นประเภทที่มีก็ดี นึกสนุกก็งัดออกมาเล่นทีหนึ่งไม่มีก็ไม่เสียดาย   ผมให้น้ำหนักของเลือก D90 มาเป็นกล้องสำรองเพราะการจับใช้งานระยะยาวและความคล่องตัวมีมากกว่าไฟล์ภาพที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยและลูกเล่นที่ผมไม่ได้ประโยชน์นัก  ส่วน D5100 ที่พลาดไปก็ยกให้พี่สาวผม  หากคิดว่าอยากได้ทั้งเทคโนโลยีภาพถ่ายที่ทันสมัยล่าสุดและอยากได้การจับถือที่ถนัดมือรวมกันอยู่ในร่างเดียวต้องเลือก D7000 ในราคาที่สูงขึ้นหนึ่งเท่าตัว เอาให้หายอยากกันไปเลย    และคงหายอยากเฉพาะวันนี้เท่านั้น เพราะมีข่าวลือมาอีกแล้วว่า D7100 กำลังจะออกมาให้คนที่เกาะกระแสเทคโนโลยีได้ว้าวุ่นใจกันอีก 


D90, Nikon micro 85mm, f8, 1/400s, ISO400, manual WB


D90, Nikon micro 85mm. f8, 1/200s, ISO200, AWB 


D90, Nikon micro 85mm. f8, 1/400s, ISO200, AWB


D90, Nikon micro 85mm. f8, 1/500s, ISO200, AWB


D90, Nikon 16-85mm. f5.6, 1/13s, ISO400, manual WB


D90, Nikon 16-85mm. f5.6, 1/5s, -0.67 eV, ISO400, AWB


D90, Nikon 16-85mm. f8.0, 1/6s, ISO800, AWB


D90, Nikon 16-85mm. f5.6, 1/6s, ISO800, AWB 
 ที่มา:

http://www.photozone.de/dslr_reviews/409_nikon_d90
http://www.dpreview.com/reviews/nikond90
http://www.dpreview.com/reviews/nikond5100
http://www.earthboundlight.com/phototips/nikon-d300-d3-14-bit-versus-12-bit.html 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น