ผมตื่นนอนตอน 05.15 นาฬิกา เตรียมตัวเดินทางไปสถานีรถไฟ ผมเรียกแท๊กซี่ออกจากโรงแรมเวลา 05.45 น. เขาคิดค่าบริการ 1,500 จ๊าด ใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็ไปถึงสถานีรถไฟย่างกุ้ง ผมจ่ายค่านำรถเข้าสถานี 100 จ๊าด ผมเลือกที่จะมาเร็วกว่าเวลารถพอสมควร เผื่อเวลาไว้สำหรับการหาชานชาลาที่เขาบอกผมว่าขึ้นรถที่ชานชลาที่ 3 หรือ 4 เพื่อความมั่นใจ ผมถามพนักงานเช็คตั๋วที่ชานชาลาสถานีว่ารถไปพะโคขึ้นที่สถานีไหน มีการสอบถามกันเองก่อนหันมาตอบผมว่าเป็นสถานีที่ 4 ให้ผมเดินขึ้นสะพานข้ามรางรถไฟไป ผมขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟและดูเลขชานชลาเพื่อลงบันไดให้ตรงกับช่องชานชาลา เลขที่เขาเขียนไว้เขียนเป็นเลขพม่า มีเลขอารบิคกำกับไว้ด้วย เมื่อลงไปถึงชานชาลาที่ 4 ผมเห็นรถไฟจอดอยู่ แต่ไม่มีรถจอดในชานชาลาที่ 3 ผมก็ยังไม่แน่ใจจึงได้ถามคนที่นั่งบนรถว่าเป็นรถไฟไปพะโคหรือไม่ คนบนรถโยนกันไปโยนกันมาหาคนพูดภาษาอังกฤษ และเขาชี้ให้ผมคุยกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผมถามเขาว่ารถคันนี้ไปบ๊ะโก่ Bago ใช่ไหม เขาบอกผมว่าไม่ใช่ ให้รออีกคันหนึ่ง เอาละซิ คิดในใจว่าลองถามคนอื่นดูด้วยดีกว่า เดินกลับไปกลับมาหน้าชานชาลาก็เห็นวิศวกรรถไฟกำลังเดินส่องไฟฉายเช็คใต้ท้องรถจึงเข้าไปถามว่ารถคันนี้ไปบ๊ะโก่ใช่ไหม เขาพยักหน้าว่าใช่ ผมเดินไปจนเกือบสุดขบวนจึงเห็นว่าเป็นโบกี้ของอัปเปอร์คลาส แต่เพื่อความมั่นใจเห็นมีผู้ชายท่าทางดี นุ่งโสร่ง ผมสองสี เหมือนครูยืนอยู่แถวชานชาลาหน้าโบกี้อัปเปอร์คลาส จึงถือตั๋วไปถามเขาว่าผมจะไปบ๊ะโก่ ใช่ไปกับรถขบวนนี้หรือไม่ เขาดูตั๋วแล้วเดินไปถามวิศวกรรถไฟคนเดิมเป็นภาษาพม่า ได้รับคำตอบว่าใช่ ผมบอกเขาว่าผมถามคนบนรถที่โบกี้ด้านโน้นเขาบอกว่าไม่ใช่ เขาจัดแจงตะโกนถามคนบนโบกี้อัปเปอร์คลาสว่ารถไปไหน ผ่านบาโกหรือเปล่า คนบนรถส่งเสียงกันขรมทั้งชายหญิงพยักหน้า เขาจัดการฝากฝังผมกับคนทั้งโบกี้ว่าถ้าถึงบาโกแล้วบอกผมด้วย ผมฟังไม่ออกดอกแต่ผมคาดว่าเป็นไปตามนั้น คนบนรถพากันต้อนรับผมอย่างดี พวกผู้หญิงรุ่นพี่พาไปหาที่นั่ง คุยกันเองอย่างร่าเริงราวกับผมฟังภาษาพม่ารู้เรื่อง มองไปผู้ชายทั้งรถเป็นแขกอิสลามเกือบทั้งหมด ผมมาถึงบางอ้อว่าทำไมผมสื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่องว่าผมจะไปไหนต่อเมื่อได้ยินผู้ชายที่ผมขอความช่วยเหลือและคนอื่นๆบนรถพูด “บาโก”เต็มสองรูหู ก็ผมดัดจริตทำลิ้นฝรั่ง “บ๊ะโก่” ใครจะไปรู้
 |
| ภายในโบกี้ ชั้นอัปเปอร์คลาส |
 |
| ตั๋วรถไฟพิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟบางๆ บางกว่าตั๋วรถเมล์บ้านเราด้วยซ้ำ ในตั๋วระบุชื่อ เลขพาสต์ปอร์ต วันที่ซื้อ วันที่เดินทาง ตู้โค๊ชเบอร์ 1, ที่นั่ง A1, เวลา 6.30 am |
รถไฟพม่าเป็นเหล็กทั้งดุ้น มีหัวรถจักรลากจูง ผมกะไม่ถูกว่าใหญ่หรือเล็กกว่ารถไฟไทย เป็นเพราะผมไม่ได้ขึ้นรถไฟมานานร่วม 20 ปี แต่คิดว่าขนาดน่าจะเท่ากันเพราะรางรถไฟพม่าทั้งประเทศเป็นฝีมือของอังกฤษและยังใช้มาตราบจนทุกวันนี้ รถไฟชั้นธรรมดาที่ผมเห็นมีที่นั่งทำด้วยไม้ แต่ไม่ได้เป็นไม้ชิ้นที่นำมาเรียงขึ้นรูปเป็นเก้าอี้อย่างที่ผมเห็นตอนเด็กๆ เป็นเก้าอี้ไม้ระแนงมีทั้งที่ตั้งหันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ และที่ผมเห็นคือเป็นที่นั่งทอดยาวไปตามโบกี้ ส่วนที่นั่งชั้นอัปเปอร์ที่ผมนั่งอยู่เป็นเบาะหนานุ่มแยกปรับเอนได้ตามใจชอบ ครึ่งโบกี้หน้าเก้าอี้หันมาทางท้ายขบวน ครึ่งหลังหันหน้าไปทางต้นขบวน คนที่อยู่กลางโบกี้เลยต้องนั่งมองหน้ากัน ทางซ้ายวางเก้าอี้สองตัวเรียงชิดติดกัน เว้นทางเดิน ส่วนทางขวามีเก้าอี้ตัวเดียว เบาะกำมะหยี่แสนสกปรก เขาวางผ้าขาวคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง พอกล้อมแกล้มหลับหูหลับตาว่ามันสะอาด พื้นรถทางสีคล้ายพวกอีป๊อกซี่สีแดงเลือดหมู ผนังและเพดานเป็นเหล็กทาสีครีมอ่อน ที่กระมอมกระแมมเต็มที มีตะแกรงวางของเหนือศีรษะ หน้าต่างยกเปิดและมีขอเกี่ยว มีพัดลมกลางเพดานเป็นระยะหมุนรอบทิศ พอรถไฟออกวิ่งเสียงดังกึงกังจากใต้ท้องรถและแผ่นเหล็กที่ทอดข้ามระหว่างโบกี้ ม้าเริ่มโขยกเร็วขึ้นผมก็เห็นพิษสงของมัน นึกในใจว่าโชคดีที่นั่งชั้นอัปเปอร์คลาสมา เพราะม้าโขยกแรงมากจนสะเทีอนไปทั้งบั้นท้ายไม่ผิดอะไรกับที่ผมนั่งอยู่บนเหล็กปั้นจั่นในยามที่มันกระแทกลงบนหัวเสาเข็ม ถ้าเป็นม้าไม้กระดูกก้นกบผมคงแตกไปแล้ว
 |
| ชีวิตชนบทสองข้างรถไฟ |

ฝนเมื่อคืนตกยันรุ่งและภายนอกฝนก็ยังคงพรำต่อไป จากเขตเมืองออกมาสู่เขตรอบนอก ผมเริ่มเห็นทุ่งเขียวสุดสายตาท่ามกลางหมอกฝน สีของต้นไม้และต้นข้าวเขียวสดสลับกับทุ่งน้ำเจิ่งนอง คลองบางแห่งเห็นชาวบ้านกำลังเก็บผักบุ้งขาย สลับไปกับบริเวณที่เป็นเขตอุตสาหกรรม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าน้ำบริเวณนั้นเน่าเสีย เต็มไปด้วยขยะ ผมสังเกตเห็นทุ่งนาของพม่าไม่มีค่อยจะทำคันดินเป็นตารางแบบนาบ้านเรา มันเป็นผืนใหญ่สีเขียว มีกระต๊อบปลูกเป็นระยะซึ่งดูแล้วไม่ใช่เถียงนา บ้านหลังคามุงจาก ฝาผนังทำจากเสื่อรำแพน มองเข้าไปในบ้านเห็นแคร่ยกพื้น มีครัวไฟอยู่ข้างบ้านส่งควันโขมง บ้านที่อยู่บนเนินพื้นเฉอะแฉะ แต่บางหลังลงมาจากแคร่คือน้ำ บางหลังปลูกรวมกันเป็นกระจุกหลายหลังคาเรือน มีบางหลังอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่ง ผมเห็นผู้หญิงลุยน้ำเพื่อไปบ้านที่อยู่กลางทุ่งต้องถกผ้านุ่งสูงเพราะน้ำค่อนข้างลึกถึงหน้าขา เด็กนักเรียนต้องขี่คอพ่อออกมาถึงรางรถไฟ นับว่าชีวิตของชาวนาไม่ได้ง่ายเลย เด็กพม่าสวมเสื้อเครื่องแบบ สะพายย่าม นุ่งโสร่งสีเขียวกันทั้งหญิงชายกางร่มไปโรงเรียนกันแต่เช้าเดินกันขวักไขว่ตามสถานีรถไฟที่เป็นแหล่งชุมชน รถไฟจากย่างกุ้งไปพะโคใช้เวลาประมาณ 2 ชม. รถมาถึงสถานีตองยี tongyi ก็จอด คนบนรถเริ่มคุยกันฆ่าเวลา จาก 5 นาทีเป็น 10 นาที และจอดอยู่อย่างนั้นเกือบ 40 นาที คนหนุ่มต่างลงไปนั่งคุยหยอกล้อกันที่ข้างทาง พนักงานร้านอาหารเดินมาถามหาลูกค้าทุกสิบนาทีตั้งแต่รถไฟออกมาจากย่างกุ้ง และมาเซ้าซี้ถามผมจนผมคร้านจะตอบ ตามสถานีที่รถไฟจอดมีคนขึ้นมาขายของบ้าง ส่วนมากเป็นข้าวโพดต้ม, น้ำ และของทอด หนุ่มหน้าแขกสวมหมวกอิสลามที่มากันทั้งโบกี้คนหนึ่งหันมายิ้มทักพร้อมกับส่งบุหรี่ให้ พวกนี้แต่งกายดี สะอาดตา ผมก็แปลกใจว่าเขาสวมรองเท้าแตะบางๆ แต่ใต้ขาเขากลับขาวสะอาดไม่เลอะโคลน พอรถไฟเริ่มออกเด็กที่นั่งเล่นกันข้างล่างส่งเสียงเอะอะเรียกกันขึ้นรถ ผมเข้าใจว่าเขารอรถขบวนอื่นๆเพราะบางช่วงมีรางคู่เดียว ไม่นานทั้งโบกี้ก็สลบไสลกันไม่เว้นแม้แต่พวกผู้หญิงที่นั่งข้างหลังผม รถผ่านทุ่งแล้วทุ่งเล่า ผ่านเจดีย์ ผ่านกู่เก็บกระดูก จนผมเห็นเจดีย์สีทองผุดโดดๆกลางทุ่ง ลองคำนวณเวลาดูเฉพาะเวลารถวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง เจดีย์ผมเห็นน่าจะเป็นพระธาตุมุเตา ผมกระชับกระเป๋ากล้องเข้ากับตัวเตรียมพร้อม มีเจ้าหน้าที่รถไฟคนหนึ่งผ่านมาผมลองสอบถามดูเพื่อความแน่ใจ รถไฟผ่านหมู่บ้านที่มองเห็นเรือนยกพื้นสูง รอบๆเต็มไปด้วยน้ำ รถไฟเข้าเทียบชานชาลาเมืองพะโคเวลาเก้าโมงเช้า บรรดาที่รับปากว่าจะช่วยบอกสถานีให้กับผมหลับกันไม่รู้เรื่องทั้งโบกี้
เมื่อผมก้าวเข้าสู่สถานีรถไฟพะโค เจ้าหน้าที่ขอเก็บตั๋วผมขึ้น หากผมไม่ถ่ายรูปเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อคืนผมคงไม่มีตั๋วมาอวด สถานีพะโคเป็นตึกสองชั้น มีผู้โดยสารเต็มสถานี เดินผ่านโต๊ะบริการน้ำดื่มฟรีไม่ผิดอะไรกับน้ำต้นทางเหนือของเรา เพียงแต่ค่อนข้างสกปรก เขาเก็บน้ำไว้ในหม้อดินเผาปากสอบ มีจานพลาสติกปิด และคว่ำถ้วยพลาสติกหลากสี หม้อเป็นสีเขียวคล้ำเต็มไปด้วยตะไคร้น้ำ ผมเดินออกมานอกสถานี สวนหย่อมด้านหน้าต้นไม้ครึ้ม มีปฏิมากรรมหงส์สองตัวยืนซ้อนกัน ถนนด้านหน้าโรยด้วยเศษหินภูเขาขรุขระ ฝนตกจนเฉอะแฉะ ผู้ชายหลายคนกำลังใช้คานหามไม้ไผ่ลำใหญ่ช่วยกันสอดเพื่อเคลื่อนย้ายมีเข่งผักที่มากับรถไฟ ฝั่งตรงข้ามสถานีมีรถสามล้อถีบจอดรอผู้โดยสาร ผมอยากถ่ายรูปบรรยากาศแต่โดนพวกเขาเข้ามารุมมาตุ้มจนผมต้องโบกมือและเดินหนี มีผู้ชายวัยกลางคน รูปร่างผอมเกร็ง (ผมแทบไม่เห็นคนพม่าคนไหนอ้วน) ตัวเล็ก ตัดผมสั้นเกรียน นุ่งโสร่งเดินตามผมมา พยายามยิ้มจนผมเห็นฟันเลอะคราบหมากและชวนผมคุย ผมตอบเลี่ยงว่าผมยังไม่ไปไหน ผมเดินหาข้าวเช้า เขาพยายามเดินตามโดยรักษาระยะไว้ ผมเห็นร้านกาแฟจึงหยุดมองเข้าไปว่ามีอะไร ร้านห้องแถวไม้ทึมๆ พื้นเป็นพื้นไม้ที่ดำปิ๊ดปี๋ ผมคิดว่ามันดำเพราะดินโคลนที่เหยียบย่ำกันมาหรือดำน้ำมันกันแน่ ผนังห้องสีไม้น้ำตาลเข้มรวมขึ้นไปถึงเพดานไม่ผิดอะไรกับคราบเขม่าจับจนแสงจากหลอดไฟนีออนก็ทำให้ผมมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ผู้ชายคนนี้เดินแซงหน้าผมเข้าไปในร้าน พลางยิ้มและผายมือเชื้อเชิญผม จัดแจงเลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง ช่วยเจ้าของร้านที่เป็นแขกไว้หนวดเหนือริมฝีปากพุงพลุ้ยรับลูกค้า เขาบรรยายว่ามีปาท่องโก๋ขนาดคืบนึงได้ มีขนมไข่ และมีของเปาะเปียะผักทอด ผมตกลงใจสั่งกาแฟพม่า ไม่เอาทรีอินวันอย่างที่กำลังนิยมที่นั่น กับเปาะเปียะทอด ในระหว่างที่รออาหารผมเหลียวดูไปรอบๆร้านจึงเห็นว่ามีคนมายืนดูผม 4-5 คน พอผมยกกล้องขึ้นเล็งก็มีเสียงหัวเราะคุยกันเซ็งแซ่ ผู้ชายคนนั้นยื่นมือมาบอกผมว่าจะถ่ายรูปผมให้ ทำเอาผมชักไม่มั่นใจจึงได้ล้วงกล้องคอมแพ็คตัวเล็กออกมาส่งให้เขาแทน ของกินมาแล้ว เขาบอกผมว่าเปาะเปียะต้องกินกับซอส สีของซอสเห็นแล้วน่าสยองไม่น้อย มันแดงสดไม่ผิดจากสีของซอสเย็นตาโฟ ถึงอย่างไรก็ต้องลอง มันคือซอสพริกอมเปรี้ยวน้ำส้มสายชู ส่วนกาแฟที่มาจืดชืดเต็มที ชายคนนั้นหายตัวออกไปจากร้านสักพักเขากลับมาใหม่พร้อมกับเด็กหนุ่มผอมเกร็งคนนึงตัดผมเกรียน พามาแนะนำว่านี่เป็นลูกชาย หากจะเที่ยวพะโคให้เขาพาไป ผมทักทายเสร็จก็ก้มหน้าก้มตากินต่อไป เขาแนะนำตัวว่าชื่อยุน และบอกผมว่าพะโคมีโซนไหนที่น่าไปเที่ยว ผมนำแผนที่ของผมออกมาให้ดูและวงให้เขาดูว่าผมอยากไปที่ไหนบ้าง ผมถามเรื่องรถไฟเที่ยวกลับ เขาแนะนำให้กลับรถโดยสารรอบเย็นห้าโมงครึ่ง เพราะรถไฟมีเที่ยวบ่ายสองโมง เขาบอกผมว่าเขาจะพาเที่ยวโดยผมไม่ต้องเสียค่าภาษีเหยียบหน้าดินหงสาวดีให้รัฐบาล 10 ดอลลาร์ ผมอาจต้องเสียค่าบำรุงวัดบางแห่ง 100-300 จ๊าด เขาจะพาผมไปพระธาตุมุเตา และดูพระนอนชเวซายาว รับรองว่าผมจะไม่โดนตรวจตั๋ว ส่วนพระราชวังบุเรงนองไม่มีอะไรน่าดูเพราะสร้างใหม่ ไม่มีของเก่า เขาไม่มีทางเลี่ยง ถ้าผมจะดูก็ต้องเสียภาษี ถ้าไม่ดูเขาจะพาไปดูอย่างอื่นแทน คุยกันพักใหญ่ ภาษาเขาฟังยากมากๆและผมต้องถามซ้ำเพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้อง ตกลงกันว่า ผมจะย้ายเงินที่ต้องจ่ายให้รัฐบาลทหาร 10 ดอลลาร์มาให้เขาแทน (อัตราแลกในตลาดมืดตามถนน 10,000 จ๊าด ต่อ 10 ดอลลาร์) เขาจะพาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวทุกที่ที่ผมวงไว้ และจะอยู่กับผมทั้งวันเพื่อให้ผมถ่ายรูปจนกว่าผมจะพอใจ และไปส่งผมที่สถานีขนส่งเพื่อขึ้นรถเที่ยว 1730 น. รวมเป็นเงิน 10,000 จ๊าด ผมสำทับว่าหากผมโดนเก็บเงิน 10 ดอลลาร์ ผมจะหักเงินจากค่าแรงที่ตกลงกันไว้ เขายิ้มรับและบอกผมให้ตามเขาไป ผมชำระค่ากาแฟและเปาะเปียะ 600 จ๊าดและตามเขาเดินเข้าซอยตรงข้ามสถานีรถไฟไปเล็กน้อยเห็นเพิงหมาแหงนมีคนกำลังเล่นสนุ๊ก ข้างเพิงปลูกกระต๊อบไม้อัดผนังสามด้าน ด้านหน้าปล่อยโล่ง พ่อเขายืนยิ้มอยู่หน้าบ้านพร้อมกับชี้ให้ผมดูรูปขนาดโปสเตอร์ของชายหญิงคู่หนึ่ง เป็นรูปเขาตอนหนุ่มๆกับภรรยา เขาบอกผมว่าแม่ของลูกชายตายไปแล้ว และกวักมือเรียกลูกสะใภ้และหลานสาวออกมาแนะนำตัว ยุนออกมาจากหลังบ้านพร้อมกับเสื้อกันฝนยาวและหมวกกันน็อค เขาจับผมแต่งตัวสวมเสื้อติดกระดุมและสวมหมวกกันน็อค และพาออกมาซ้อนมอเตอร์ไซค์หน้าบ้าน ถนนในพะโคแถวสถานีรถไฟเป็นถนนโรยหินภูเขา แต่ละก้อนขนาดเท่ากำปั้น ใกล้กันนั้นมีตลาดสด พอออกมาถึงถนนสายหลักจึงเป็นถนนลาดยาง
 |
| ภายนอกสถานีรถไฟพะโค เขามาขนของที่มากับรถไฟ |
 |
| ภัตตาคารหรูหน้าสถานี มีปาท่องโก๋ขนาดใหญ่, ในจานสีฟ้าขวามือเป็นเปาะเปียะผักที่ผมเลือกไว้ 1 ชิ้น ทานกับซอสแดงในขวดติดกะละมังเขียว เรื่องความสะอาดลืมไปได้เลย คิดว่าเอาบรรยากาศแบบพม่าแท้ๆไว้ |
ยุนพาผมผ่านตลาด วงเวียนนาฬิกามุ่งหน้าสู่ชเวมอดอ Shwemawdaw หรือที่คนไทยเรียกกันว่าพระธาตุมุเตา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในพะโคจะมองเห็นพระเจดีย์เป็นทองอร่ามองค์นี้อย่างชัดเจน เพราะสร้างไว้สูงถึง 376 ฟุต สูงกว่าเจดีย์ชเวดากอง 46 ฟุต แต่เดิมไม่ได้สูงใหญ่เช่นนี้ ตามตำนานเล่าสืบกันว่าสองพี่น้อง กุลศาล หรือ กุลศาลา และ Kullasala มหาศาล หรือ มหาศาลา Mahasala สร้างเจดีย์ขึ้นมาเพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุที่พระโคดมเจ้าประทานให้ ต่อมาภายหลังได้บรรจุพระเขี้ยวแก้วอีก 2 องค์ในปีค.ศ. 982 และ 1385 ตามลำดับ และเสริมขึ้นไปสูง 277 ฟุต ในรอบ 600 ปีที่ผ่านมา มีการซ่อมแซมหลายครั้ง ทั้งจากภัยแผ่นดินไหว แผ่นดินไหวในปี 1917 ทำให้ส่วนปลีหักลงมา และการไหวใหญ่อีกครั้งในปี 1930 ทำให้ทั้งองค์แตกร้าวเหลือแต่ฐาน เมื่อได้ซ่อมใหม่จึงได้เสริมขึ้นไปจนสูงดังที่เห็น และนำส่วนของปลีที่หักลงมาไว้ที่ลานประทักษิณ ชาวพม่าเชื่อว่าส่วนที่เหลืออยู่แต่เดิมนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ยุนหยุดให้ผมถ่ายรูปทางด้านหน้า เขาชี้ให้ดูทางขึ้นพระธาตุด้านทิศตะวันออกว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งโต๊ะขายบัตรนักท่องเที่ยว 10 ดอลลาร์ เขาขี่รถพาผมอ้อมไปตามถนนไปด้านหลังวัด จอดรถแอบไว้ข้างบันไดทางขึ้น ผมต้องถอดรองเท้าผ้าใบและถุงเท้า เขาจัดการเอาไปฝากแม่ค้าขายเครื่องดื่มที่หน้าบันไดให้ ส่วนเสื้อฝนและหมวกกันน็อคถอดพาดคลุมรถไว้ ผมกางร่มเพื่อบังละอองฝนที่ตกลงมาค้างบนหน้าเลนซ์ รอบเจดีย์เปียกลื่น ลานข้างบนใหญ่ไม่แพ้ชเวดากอง แต่ดูเงียบเหงา นอกจากเจดีย์ที่สูงใหญ่อย่างเห็นได้ชัดแล้ว ไม่มีสถูปและเจดีย์บริวาร มีเพียงพระประจำวันเกิดอยู่โดยรอบ และมีวิหารทิศประจำทั้งสี่ทิศ ส่วนตาซาวที่อยู่รอบๆมุงด้วยสังกะสี บ้างก็เป็นอาคารตึก ไม่ได้ประรดับประดาหรูหราเช่นชเวดากอง ข้างบนมีแต่ความเงียบ มีผมเป็นนักท่องเที่ยวเพียงคนดียว ทางด้านทิศใต้มีตาซาวหลังหนึ่ง เต็มไปด้วยแผ่นศิลาจารึกเป็นภาษาบาลี ยุนถามผู้ดูแลสถานที่และพาผมเข้าไปดูข้างใน แผ่นจารึกเหล่านี้คือตำราห้องสมุด เขาเล่าว่าเวลาบวชสามเณร ก็ต้องเรียนบาลีด้วย แต่เขาอ่านได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ถัดมาเป็นศาลาโถง ผมเห็นมีเรือ และกองคาราวานจึงเข้าไปดู เขาสร้างเป็นเครื่องกลคือทำให้ขบวนเรือหมุนเป็นวงกลม ใครที่มาเสี่ยงทายก็โยนธนบัตรพับให้ลงไปในเรือ เรือแต่ละลำมีคำเสี่ยงทายแตกต่างกันไป เมื่อผ่านมาถึงซุ้มประตูทิศใต้ เขาพาลงไปดูพระญี่ปุ่น พุทธสมาคมญี่ปุ่นมอบให้ เขาชักประตูปิดไม่ให้เข้า จึงได้แต่มองจากข้างนอก กลับขึ้นมาผ่านตาซาว ผ่านยอดฉัตรอันมหึมาอันเก่า ผ่านระฆัง และเสาหงส์ เดินในไม่นานก็ครบรอบ เมื่อพูดถึงพระธาตุมุเตา ทำให้ผมนึกถึงนิยายอิงประวัติศาสตร์ของ พ.ต.ต.ประชา พูนวิวัฒน์ที่อ่านตั้งแต่ชั้นประถม เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทำสงคราม และเอาเลือดศัตรูมาเซ่นพระธาตุมุเตา หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ความเชื่อในพุทธศาสนาของพม่ามีความเชื่อเรื่องผีของถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผมกลับลงมาถึงตีนบันได จัดการสวมถุงเท้ารองเท้า เสื้อกันฝนและหมวกกันน็อคกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ออกเดินทางไปวัดอีกแห่งหนึ่ง
 |
| พระธาตุมุเตา ชเวมอดอ สูงที่สุดในพม่า |
 |
| แผ่นศิลาจารึกพระไตรปิฎกภาษาบาลี |
 |
| โยนเงินเสี่ยงทาย ยากอยู่สักหน่อยเพราะเขาใช้ธนบัตร ไม่มีเงินเหรียญ |
 |
| ยอดฉัตรอันเดิม |
วัดที่ว่านี้ห่างจากชเวดอมอไม่ถึงครึ่งกิโลเมตร ชื่อวัด มาลินกายา Malingaya จากประตูวัดเห็นเจดีย์ได้ทั้งองค์ชัดเจน วัดตั้งอยู่บนเนินเตี้ยๆ ไม่เห็นผู้คนเลย พื้นซีเมนต์เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ วิหารด้านในตั้งอยู่บนเมื่อเข้าไปถึงข้างในเห็นว่าเป็นวัดที่คนไทยเข้ามาบูรณะ ภายในวิหารมีรอยพุทธบาทจำลอง กำแพงไม่มีหน้าต่าง แต่ผนังเจาะเป็นช่องให้ระบายอากาศ ข้างกำแพงติดพระพิมพ์ขนาดเท่าฝ่ามือจนเต็ม ประตูข้างมีรูปนางกินนรร่ายรำเหมือนกับที่ฐานชุกชีวัดไหล่หิน ผมดูจากภายนอกจึงเห็นว่าส่วนหลังคาพญาธาตุเขาทำเป็นเจดีย์สีทององค์เล็ก ตึกที่อยู่ข้างๆเป็นตึกใหญ่มากมีสองชั้น ห้องด้านล่างอับพอควรปิดหน้าต่างหมด ส่วนด้านบนมีเทวดาปูนปั้นประดับตามเสา ดูแล้วรกร้างจนไม่แน่ใจว่าจะมีพระจำพรรษา ขนาดของสถานที่ชวนให้คิดว่าที่นี่เป็นโรงเรียนปริยัติธรรม เพราะด้านล่างมีแถวอ่างล้างมือเหมือนโรงเรียนประถม ยุนช่วยอะไรมากไม่ได้ เขาเป็นไกด์ฝึกหัด ยังต้องหาความรู้มากกว่านี้ และผมมีปัญหาในการสื่อสารกับเขา สำเนียงเขาฟังยากมากๆ
 |
| ช้างหน้าประตูวัดมาลิงกายาใหญ่โตน่าเกรงขาม สุดทางคือวิหารยอดพญาธาตุ |
 |
| ปูนปั้นนูนต่ำข้างประตูวิหารเป็นเทวดาร่ายรำ ไม่ผิดกับกินนรีที่ฐานวัดไหล่หิน เมืองลำปาง |
 |
| พระทรงเครื่องกษัตริย์แบบพม่าภายในวิหารวัดมาลิงกาบา |
จากวัด มาลินกายา ยุนขี่รถพาผมไปอีกที่หนึ่งอยู่ไกลออกไปพอสมควร จากถนนยางมะตอยเข้าสู่ถนนดินลูกรัง เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ฝนที่ตกไม่หยุดทำให้เราต้องคอยหลีกหลุมบ่ออยู่ไม่น้อย ผมเห็นสองข้างทางเป็นทุ่งนาน้ำเจิ่ง พะโคเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญเพราะอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่นี่ปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง จากถนนใหญ่เข้ามาเป็นกิโลเมตร ในที่สุดผมก็ถึงวัด ทางเดินเข้าวัดมีหลังคาคลุม สุดทางเดินเป็นบันไดขึ้นไปมีพระนอนองค์ใหญ่ปลูกศาลาสังกะสีคลุมไว้เฉยๆ ดูแล้วไม่น่าสนใจ บอกยุนว่าผมไม่สนใจที่นี่ ผมผ่านเจดีย์เก่าแก่ที่อยู่ด้านข้าง รูปทรงเจดีย์แบบมอญ ปูนกระเทาะจนเห็นเนื้ออิฐแผ่นใหญ่ข้างใน ผมถามเขาว่าวัดนี้ชื่ออะไร “จ๊ะก๊ะวายน์” ตรวจสอบภายหลังแล้วไม่ใช่ ผมดูแผนที่กูเกิลแล้วคิดว่าเป็นวัดซายน์ซาร์ลอวิน Sein Thar Hlawing pagoda มากกว่า
ออกมาจากวัด ยุนกลับเข้ามาแถวชเวมอดออีกเพื่อเติมน้ำมัน เขาขอผม 1,000 จ๊าด ชำระค่าน้ำมันที่ร้านแบ่งไว้ในขวดน้ำอัดลมลิตร เติมน้ำมันเสร็จเขาพาผมไปวัดหินซากอน Hinthagon paya วัดนี้ตั้งอยู่บนเขา มีบันไดขึ้นจากพื้นล่างมาข้างบนวัด ยุนพาผมขี่รถขึ้นเนินมาลงที่หน้าประตูวัดข้างบน หน้าประตูวัดข้างบนเป็นรูปแถวพระสงฆ์บิณฑบาต มีหงส์คู่หนึ่งยืนสงบนิ่ง หินซา hintha มาจากภาษาบาลี หัมสะ hamsa หมายถึงหงส์ เล่ากันว่าในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จมายังริมแม่น้ำพะโค ซึ่งก็คือแม่น้ำย่างกุ้ง พระองค์เห็นหงส์สองตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวผู้ ตัวหนึ่งเป็นตัวเมีย พระองค์ทำนายว่าใอนาคตบริเวณนี้จะมีเมืองถือกำเนิดขึ้น เมืองหงสาวดีจึงตำนานการกำเนิดเมืองเช่นนี้ หงสาวดี Hanthawaddy หรือ Hamthawaddy แปลว่าเมืองของหงส์ เดิมชื่อพะโค Pego แต่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อบาโก Bago เป็นไปตามระเบียบที่ผมต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า เขามีที่ฝากรองเท้าในราคาตามแต่ศรัทธา สองข้างบันไดมีร้านขายของ ร้านขายของเหมือนกันทุกที่ คือมีร่มกระดาษเล็กๆสำหรับบูชาพระ, ม้ากระดาษ, หมูกระดาษ, ผมเห็นชาวบ้านกำลังเอากระดาษหนังสือพิมพ์ปะลงบนพิมพ์ไม้ มีไม้สลักพระพุทธรูปและซุ้มวางพระ, ดอกไม้ธูปเทียนเป็นต้น วิหารด้านบนตั้งอยู่บนพื้นปูนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลังคาสังกะสีทาสีแดง เต็มไปด้วยเสา ที่โคนเสาทั้งสี่ด้านปั้นรูปนูนต่ำหงส์สองตัว ตัวเมียซึ่งเล็กกว่าขี่บนหลังตัวผู้ พระตั้งไว้ในกู่กลางห้อง เหนือกูเป็นหลังคาพญาธาตุ รอบวิหารเป็นระเบียงเปิดโล่งเห็นทิวทัศน์และต้นมะพร้าวรอบๆ เห็นเจดีย์ชเวดอมอชัดเจน ด้านหนึ่งทำเป็นห้องตั้งรูปปั้นของชายชาวพม่าถือกระบองสูงเท่าคน ยุนบอกว่าเป็นเทพรักษาสถานที่ อีกห้องเป็นที่ตั้งรูปปั้นเกจิ มีภาพเขียนพุทธประวัติฝีมือชาวบ้านและภาพวัดหันตากองจากมุมสูง
 |
| ประตูทางขึ้นวัดหินซากอง บนซุ้มประตูทำเป็นรูปพระพุทธเจ้าบิณฑบาตอยู่ริมฝั่งน้ำพะโคมองเห็นหงส์ก่อนมีพุทธทำนาย |
 |
| กู่กุฏิกลางพญาธาตุภายในวิหาร ลายโคนเสาเป็นรูปหงส์คู่ |
 |
| โบโบจี เทพารักษ์ประจำวัด |
ไปวัดพม่ามาสองวัน ลักษณะของวัดคล้ายๆกันทุกที่คือสร้างบนเนินเขาเตี้ยๆ ตัววิหารที่ตั้งพญาธาตุจะอยู่ยอดสูงสุดเทียบได้กับยอดเขาพระสเมรุ ยอดพญาธาตุบางแห่งแปลงรูปเป็นเจดีย์ หากวัดไหนตั้งอยู่บนเนินเตี้ยๆจะสร้างวิหารบนยกพื้น ชั้นล่างเป็นที่เก็บของ ทำงาน หรือเป็นโรงเรียน ส่วนที่พระจำวัดจะอยู่แยกออกไป พื้นบนวิหารมักปูกระเบื้อง ตัววิหารเป็นวิหารโถงไม่มีฝาผนัง สร้างด้วยไม้หลังคามุงสังกะสี มีระเบียง บางแห่งทำเหล็กดัดไว้ ประตูเหล็กดัดหรือไม่ก็เป็นประตูชักแบบห้องแถวรุ่นเก่า ถ้าวัดไหนพระประธานเป็นพระนอนขนาดใหญ่ก็เป็นศาลาสังกะสี เสาและคานมักเป็นเหล็กและหมุดตัวโตๆเหมือนสะพานพุทธ ส่วนบันไดขึ้นวัดจะต้องมีหลังคาคลุม มีที่พักบันไดเป็นระยะ วัดไหนดังมีคนมามากก็จะมีร้านค้าสองข้างบันได บันไดขึ้นวัดจะมีทั้งสี่ทิศ คนที่มาวัดจะต้องถอดรองเท้าตั้งแต่ข้างล่างเดินเท้าเปล่าขึ้นมา หากเป็นวัดที่ไม่อยู่บนเนิน มีลานวัดเขาถอดรองเท้ากันตั้งแต่ประตูทางเข้า การมาเที่ยววัดช่วงหน้าฝนหากแต่งตัวเต็มยศอย่างผมลำบากใช่เล่น ต้องถอดทั้งรองเท้าผ้าใบและถุงเท้าเข้าออก รวมทั้งเราไม่ชอบพื้นที่แฉะๆ มันขยะแขยงเท้าเพราะพื้นตามทางเดินใต้หลังคามักมีดินโคลนปะปน บนวิหารก็จะมีเม็ดทราย พื้นรอบวัดด้านนอกมักปูกระเบื้องซึ่งลื่นมากๆ เวลาเดินถ่ายรูปต้องมีสติตลอดเวลา พื้นวัดไหนปูหินอ่อนจะดีมาก เพราะหินอ่อนถูกน้ำฝนที่มีความเป็นกรดกัดทำให้ผิวหน้าพรุนหยาบ เดินได้ไร้กังวล มาพม่าดีที่สุดคือสวมรองเท้าแตะ รองเท้าที่ต้องผูกเชือกสวมยากมักไม่มีที่นั่งให้สวมรองเท้า ยิ่งมีกระเป๋ากล้อง ร่ม และของอื่นแล้วยิ่งยุ่งยากหนักขึ้นไปอีก
ออกจากวัดหินซากองราวสิบโมงเกือบครึ่ง ยุนรีบห้อรถไปวัดอีกแห่งหนึ่ง เราผ่านโรงพยาบาล เขาชี้ให้ดูเป็นตึกสองชั้น มีสนามกว้างหญ้าขึ้นรก มองเข้าไปไม่มีคน ไม่มีรถ เขาบอกว่าที่นี่เป็นมันนี่ฮอสพิตอล money hospital ถ้าไม่มีเงินก็ไม่รักษา ไล่คนไข้กลับบ้าน แม่ของเขาและน้องสาวอีกคนตายเพราะไม่มีเงิน พบหมอแล้วหมอไล่กลับไปตายที่บ้าน ฟังแล้ววิถีชีวิตของชาวบ้านธรรมดาก็ยากเข็ญ ในที่สุดเราไปถึงวัดจ๊ะกะวายน์ Kya Khat Wein paya ky เขาออกเสียงเป็น j วัดนี้ไม่ยกพื้น เป็นโรงเรียนสงฆ์ เป็นวัดขนาดใหญ๋ สมัยที่สงฆ์ยังรุ่งเรืองก่อนโดนรัฐบาลทหารปราบปรามอย่างหนักเมื่อปี 2007 มีพระจำพรรษาที่นี่ 1,500 รูป ยุนพาผมมาดูพระฉันเพล ทำไมต้องมาดูพระฉัน มีรถทัวร์ใหญ่ๆจอดเต็มหน้าวัด มีแต่คนมาดูพระฉันเพราะคนพม่าเชื่อว่ามีบุญนั่นเอง เส้นทางเดินไปหอฉันเปียกๆเละๆสุดแสนแหยงเท้าแต่ผมก็ต้องถอดรองเท้าวางทิ้งไว้ข้างมอเตอร์ไชค์ เดินไปสัก 100 เมตรก็ถึงหอฉันปลูกเป็นปูนชั้นเดียว เมื่อเข้าประตูไปก็เห็นหม้อข้าวขนาดมหึมาตั้งอยู่ด้านหน้า ทางซ้ายมือของประตูมีที่ว่างให้คนมานั่งดูพระฉัน มองไปส่วนใหญ่เป็นหญิงชาวพม่า อาจมาดูพระหรือเณรลูกก็เป็นได้ ยุนบอกผมให้เดินเข้าไปถ่ายรูปได้ตามใจชอบตรงไหนก็ได้ ขนาดนั้นเชียวหรือผมแอบคิดในใจ ทั้งห้องตั้งโต๊ะเตี้ยๆไว้ บนโต๊ะมีสำรับ 3-4 จาน พระเณรจะนั่งล้อมโต๊ะตักกับข้าวมาฉันกับข้าวในบาตร โต๊ะเขาจัดวางเรียงเป็นแถว ข้าวบาตรไหนหมดก็ลุกไปตักเอง ด้านในสุดห้องมีหม้อข้าวใบใหญ่ผมคะเนเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 80 ซม. ลึกถึงต้นขาได้ ข้างในมีข้าวพร่องเกือบหมดหม้อ ห้องติดกันด้านในสองห้องเป็นครัว ห้องหนึ่งมีถังน้ำก่ออิฐฉาบปูนขนาดใหญ่ มีหญิงพม่า 2 คนกำลังช่วยกันล้างข้าว ข้าวที่เขาล้างเสร็จจะใส่อยู่ในถาดอลูมิเนียมกลมใบใหญ่ เขาจะนำไปซ้อนๆกันในลังถึงยักษ์ที่อยู่อีกห้องหนึ่ง ในห้องครัวมีเตาไฟก่ออิฐปูผิวหน้าด้วยกระเบื้องอยู่ติดผนัง 3 เตา บนเตามีกะทะและฝาอลูมิเนียมสูงไว้นึ่งข้าว ส่วนกลางห้องมีเตาเรียงไว้อีก 5-6 เตาเป็นรูปวงกลม ผมเห็นกะทะเหล็กดำต้มน้ำ เณรจะเข้ามาเอากระบวยตักน้ำร้อนลงกากระเบื้องที่ใส่ชา เขาใช้ฟืนกันเป็นหลัก เดินดูสักพักก็เห็นว่าฉันเพลกันเรียบร้อย เขาจะรอสัญญาณจึงลุกขึ้นทั้งโต๊ะเดินเป็นแถวแยกซ้ายขวาอ้อมเสา ที่เสาตั้งโต๊ะวางกะละมังให้เทเศษอาหารออกสำหรับเอาไปเลี้ยงสัตว์ พระเดินสองแถวออกไปยังส่วนล้างบาตรอย่างเป็นระเบียบและรวดเร็ว ผมเดินตามออกไปฝั่งตรงข้ามหอฉันไปสู่ครัวอีกแห่งหนึ่ง ครัวแห่งนี้พื้นเป็นดิน ปลูกสร้างจากไม้ เขาตีระแนงต่างฝา ทุกส่วนมีเขม่าจับดำ เขาก่อกองฟืนกับพื้นเป็นจุดๆ มีอยู่ 5-6 แห่ง ส่วนเตาใช้เหล็กเส้นดัดเป็นขาคร่อมเหนือฟืน หม้อใหญ่ๆวางกันระเกะระกะ ห้องนี้เป็นห้องประกอบอาหาร มีพื้นที่ใหญ่มาก ข้างนอกห้องมีไม้ที่ผ่าไว้ทำฟืนกองเป็นภูเขาเลากา ยุนพาผมเดินต่อไปอีกที่หนึ่งเป็นศาลาไม้หลังมหึมา คล้ายหอประชุม ผนังด้านหนึ่งตั้งเก้าอี้ และซุ้ม 7 หลังเรียงไว้เป็นแนว มีพระพุทธรูปอยู่ตรงกลาง ถามได้ความว่าซุ้มมีไว้สำหรับพระเถระผู้ใหญ่ขึ้นไปนั่ง ส่วนอาจารย์สอนหนังสือนั่งที่เก้าอี้ เวลาเรียนหนังสือพระเณรจะนั่งพื้นกัน พื้นไม้เบียดกันเป็นคลื่น บนเสาแขวนรูปถ่ายและรูปวาดพระเถระต่างๆที่นับถือไว้ ศาลาอีกสามด้านเป็นระเบียงเปิดโล่ง เขานำเอาสแตนด์ไม้มาตั้งเรียงต่อกันเหมือนสแตนด์เชียร์ มีคนเอาจีวรและผ้าเช็ดตัวมาตากที่สแตนด์หลายผืนอยู่ เณรรูปหนึ่งกำลังนั่งท่องบ่นหนังสือ กล้องของผมคงทำให้เณรอึดอัดบ้างพอควร เขาคอยแอบดูว่าผมจะเล็งไปหาเขาหรือเปล่า เณรเผลอเมื่อใดก็เมื่อนั้นแหละ ออกจากศาลาเห็นรูปปั้นทหารขี่ม้า ยุนบอกว่าเป็นนายพลบ๊กยกอองซาน พ่อของนางอองซานซูจี ดูแล้วเป็นฝีมือชาวบ้านสักแต่ว่าปั้นมากกว่า ถุงเท้าขาวของผมเปลี่ยนเป็นสีกระมอมกระแมมเสียแล้ว ไม่มีที่ให้นั่งสวมรองเท้า ไม่มีผ้าเช็ดเท้า
 |
| แถวพระเดินออกจากหอฉัน |
 |
| ครัวหุงข้าวติดหอฉัน |
 |
| ครัวประกอบอาหาร |
 |
| ห้องเรียนพระ |
เมื่อพระฉันเพลเสร็จ หมายความว่าเวลาอาหารเที่ยงใกล้เข้ามา ยุนพาผมผ่านตลาด ผ่านร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เป็นไม้สีโอ๊ค เห็นเขากำลังปิ้งๆย่างๆบาร์บีคิว ผมบอกเขาว่าหาร้านกินข้าวกันเถอะ เขาถามผมว่าผมอยากทานอาหารอะไร อาหารฝรั่ง จีน หรือพม่า ผมตอบโดยไม่ต้องคิดว่าอาหารพม่า มาพม่าแล้วไม่กินอาหารของเขาจะมาทำไม เขาพาผมฝ่าละอองฝนผ่านชเวมอดอ (อีกแล้ว) เข้ากลางเมืองอ้อมวงเวียนนาฬิกาเข้าไปตามถนนขรุขระด้วยหินภูเขาไปหยุดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้แม่น้ำพะโค ร้านนี้เป็นอาคารห้องแถวไม้ทาสีขาว ด้านล่างจัดวางโต๊ะเต็มพื้นที่ ที่มุมห้องมีเคาน์เตอร์วางถาดอาหาร โต๊ะทุกโต๊ะมีคนนั่ง ผมต้องนั่งร่วมกับคนอื่น ผมกวักมือเรียกยุนให้มาทานอาหารร่วมโต๊ะด้วย เขาบอกว่าเขาสั่งกับข้าวแล้ว ผมจะทานอะไรให้ไปดูที่เคาน์เตอร์ เจ้าของร้านเรียกผมให้เข้าไปข้างในว่ามีอะไรให้เลือก ผมเห็นหลังเคาน์เตอร์เจาะผนังเป็นช่องหน้าต่างมองเข้าไปเห็นครัวกำลังยุ่งเหญิงกันพอควร ละสายตากลับมาหาของกิน ผมเลือกผัดกุ้งในเครื่องแกงแดงๆหนึ่งจาน และมองดูแล้วเหมือนปลานึ่งซีอิ้ว มีขิงด้วย แต่ผมดูไม่ออกว่าเป็นปลาอะไร และคงคุยกันไม่รู้เรื่องอยู่ดี กลับมาถึงที่โต๊ะ เขาเอาผักมาวางให้กระจาดใหญ่ เอาน้ำแกงมา 2 ถ้วย เอาน้ำพริก และน้ำจิ้มมาให้อีก 2 ชนิด เขาทำมาเป็นสองชุด และเอาข้าวมาวางให้ 1โถ ยุนจัดการตักข้าวแจก เขาบอกผมว่าน้ำแกงที่ยกมาอร่อยและมีหลายขั้นตอนทำยาก ผมเอาช้อนกวนๆดูเห็นใบมะขามและมีใบคล้ายๆผักหวานลอยขึ้นมา ตัวน้ำแกงขุ่นๆ รสชาติกลมกล่อม แต่ถ้าถามว่าเป็นอย่างไรผมกลับอธิบายไม่ถูก มีรสอมเปรี้ยวเล็กน้อย คาว แต่ก็ไม่ใช่คาวปลาว หรือมีกลิ่นทะเล น้ำแกงอีกถ้วยหนึ่งเหมือนกินแกงส้มผักกะเฉด เพียงแต่ไม่เปรียว แค่พอปะแล่ม ครั้นจะถามว่าปรุงอย่างไรคงโกลาหล จะคุยเรื่องอาหารต้องรู้จักศัพท์แสง แค่ไล่เลียงผักคะน้า ฟัก มะเขือ มะเขือพวง กระชาย แค่นี้ผมก็จนมุมแล้ว กับข้าวยุนเป็นหมูสามชั้น ปรุงในเครื่องแกงแดง จะว่าเป็นแพนงก็มีแต่หมู กับน้ำมันใสๆสีแดงในชามใบเล็ก ยุนตักหมูให้ผมชิมดู ผมเห็นเขาใช้ช้อนตักกับข้าว ตักน้ำแกง แต่ใช้มือคลุกข้าว หมูของเขาคลุกกับข้าวทั้งจาน และเปิบมือ เขาทานเร็วมากเคี้ยวไป พลางตักน้ำพริกลงคลุกข้าว ผมเชิญเขาให้ลองปลาและกุ้ง เขาพยักหน้าขอบคุณ แต่ผ่านไปพักหนึ่งไม่เห็นเขาแตะจานกับข้าวผม ผมไม่รู้ว่าเขาไม่กล้าหรือเป็นธรรมเนียมของคนที่นั่น ผมเลยตักปลาและกุ้งให้ ผมเลือกผักกาดขาวและใบโหระพามาทานกับน้ำพริก ถามผมว่าเป็นน้ำพริกอะไรผมตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าไม่เผ็ด จะว่าเป็นเห็ดก็ไม่แน่ใจ มีน้ำพริกอีกถ้วยหนึ่งเป็นเศษอะไรสักอย่างสีเหลืองและเห็นน้ำมันแดงของเครื่องแกง ออกรสเค็ม ทานจนเสร็จถึงได้นึกออกว่าน่าจะถ่ายรูปไว้มันก็สายไปแล้ว ข้าวจานโตของยุนหายไปในพริบตา เขาตักใหม่อีกหนึ่งจานพูนพร้อมกับตักหมูอีกชิ้นให้ผมเท่ากับว่าเขาทานหมูไปเพียงชิ้นเดียว หมูชิ้นนี้เป็นมันล้วน ผมจำใจใส่ปากเพราะเห็นแก่น้ำใจที่เขาให้มา เห็นเขาเจริญอาหารผมแล้วผมแบ่งกับข้าวให้อีก จบอาหารมื้อนั้นผมทานข้าวไปแค่ 1/3 จาน เขาถามผมว่าไม่ชอบอาหารหรือ จัดการเทชาร้อนจากระติกให้และเลื่อนโถขนมชิ้นกลมๆมาให้บอกว่าเป็นแคนดี้ไว้ทานกับชา เป็นขนมชิ้นกลมๆขนาดเท่าชีสบอล กัดลงไปก็รู้ว่าคือน้ำตาลปึก เราคุยกันเรื่องน้ำตาลสดและน้ำตาลเมา พูดถึงต้นไม้คล้ายๆหมากและมะพร้าว เขาพูดถึงคูคูนุด ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนผ่านไปพักใหญ่จึงนึกออกว่าเขาหมายถึงมะพร้าว coconut สำเนียงของยุนมักทำเอาผมเหว๋อไปเป็นพักๆ ค่าอาหารมื้อนั้นเป็นเงิน 6,000 จ๊าด ประมาณ 230 บาท
ออกมาจากร้านอาหาร ผมถามเขาว่าจะไปไหนต่อ เขาบอกว่าเราจะไปอีกฟากหนึ่งของเมืองไปวัดชเวกูกาเล วัดนี้มีพระพุทธรูปอยู่ในเจดีย์ 64 องค์ เขาพาผมขี่รถไป ฝนก็ขยันตกได้ตกดีพรำไปเรื่อยๆไม่มีพัก เราข้ามแม่น้ำ ข้ามทางรถไฟ จากถนนใหญ่เราเข้าถนนสายรองลาดยางมะตอย ไปได้เพียงเล็กน้อยก็เห็นว่าทางข้างหน้าน้ำท่วม มีจักรยานที่ต้องลงไปจูงเดินกันไม่น้อย บนถนนมีเรือพายและเด็กออกมาเล่นน้ำ ข้างทางมีรถจอดล้างอยู่หนึ่งคัน ทำให้ถนนค่อนข้างจอแจเพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้น ผมต้องลุ้นว่าผมจะเปียกหรือไม่ ผมมองออกไปซอยข้างทางเห็นมีน้ำเต็ม มีเรือชาวบ้านที่ออกมารับคนในบ้าน บ้านแถวนี้น่าจะเป็นบ้านที่ติดสถานีรถไฟบาโกที่ผมเห็นน้ำท่วมจากบนรถไฟ ยุนบอกว่าน้ำท่วมทุกปี คนจนเดือดร้อนแต่รัฐบาลไม่เคยใส่ใจ ส่วนเงินที่เก็บนักท่องเที่ยวไปถึงรัฐบ้าง เข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่บ้าง ชาวบ้านไม่เคยได้ประโยชน์ ลุยน้ำท่วมไม่ไกลถนนก็แห้ง แถบนี้พื้นยางมะตอยเป็นหลุมเป็นบ่อ เขาพาผมมาถึงวัดชเวกูกาเล Shwegugale paya ชเวกูกาเลมีประวัติย้อนไปตั้งแต่ปี 1494 ในสมัยพระเจ้ายินเนียยาน์ Byinnyayan เป็นวัดเงียบสงบ ลานวัดเป็นลานดินกว้าง ทางขึ้นบันไดวัดเป็นบันไดไม่กี่ขั้น รอบๆเจดีย์เป็นลานประทักษิณแคบๆ มีวิหารทิศสี่ทิศ ทรงเจดีย์เป็นทรงมอญ ปิดทองจังโก้ ปูนข้างล่างประดับกระเบื้อง พื้นเล่นลาย ยุนพาผมเข้าไปในเจดีย์ผ่านประตูแคบๆ รอบด้านในเจดีย์มีพระพุทธรูปปูนปั้นพม่าเรียงเป็นแถวเดินได้รอบ และมีประตูเตี้ยๆให้มุดออกมาได้เป็นระยะ เขาเปิดไฟข้างใน มีคนมาไหว้พระและเดินบ้าง แต่ผมไม่ชอบพื้นแฉะๆเอาเสียเลย ข้างในสกปรกและอับ สิ่งที่ผมกลัวคือเจองู และสัตว์พิษ เพราะรอบๆเป็นป่า วิหารทิศเป็นศาลาโล่ง มีคนมาหลบฝน พระพุทธรูปแบบพม่าเรียบๆ สวมเทริด ข้างๆมีระฆัง เขามักทำเป็นเทวดาทรงเครื่อง แต่ที่นี่เป็นคนแต่งกายสวมเสื้อเหมือนเสื้อก๊กเปิดหน้าอก นุ่งหยักรั้ง ใช้สองคนแบกคานหามระฆัง เห็นฉัตรยอดเจดีย์อันเก่าวางไว้ ไม่ได้ทิ้งไปไหน เดินดูรอบๆสักพักรู้สึกว่าหลังเท้าซ้ายที่รู้สึกขัดๆมาตั้งแต่วัดหินตากองเริ่มเจ็บ จึงได้พยักหน้าชวนไปที่อื่นต่อ
 |
| วัดชเวกูกาเลและวิหารทิศ |
 |
| พุทธรูปที่รอบฐานเจดีย์ |

ยุนนำผมขึ้นรถไปอีกไม่ไกลนักผมเห็นเจดีย์องค์ใหญ่สีทองอร่าม ครึ่งล่างฐานแปดเหลี่ยมเป็นสีเทา เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าเป็นวัดมหาเซดิ หรือมหาเจดีย์ Mahazedi pagoda ยุนส่งผมที่หน้าวัดบอกผมว่าเขาคิดค่าจอดรถด้านใน ผมหาที่ถอดรองเท้ามองไปเห็นอีกด้านของประตูวัดมีศาลาพระพุทธสร้างด้วยปูนหลังใหญ่ เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งมาไหว้พระ พวกเขาถอดร้องเท้าที่หน้าประตูและเดินเท้าเปล่าบนพื้นดินลานวัดทำเอาผมเร่งไปอีกด้านหนึ่งเพื่อถอดรองเท้า หลังเท้าผมเจ็บแปลบขึ้นมาจนผมต้องเดินเขยก ฝนก็โปรยปรายลงมาเม็ดหนาขึ้นและมี ลมแรงมาก ผมถ่ายภาพมหาเจดีย์จากศาลาแห่งนั้นไว้สองสามใบ พร้อมกับมองทางเดินขึ้นข้างบนเจดีย์จนแหงนคอตั้งบ่า รู้สึกท้อแท้ว่าเท้าเจ็บขึ้นมากระทันหัน และลมฝนอย่างนั้น พื้นกระเบื้องลื่นมาก หากผมปีนแล้วขาเจ็บลงมาไม่ได้ หรือลื่นตกลงมาจะทำอย่างไร ความคิดผมเตลิดไปถึงฟ้าที่ผ่าลงมาเพราะเจดีย์อยู่สูงโดดๆเหนือยอดไม้และสิ่งปลูกสร้าง พระเจ้าบายินนาว Bayinnaung หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ พระเจ้าบุเรงนองทรงเป็นผู้สร้างมหาเจดีย์นี้เมื่อปีค.ศ. 1560 เพื่อบรรจุพระเขี้ยวแก้ว เจดีย์องค์นี้ถูกทิ้งร้างเมื่อกรุงหงสาวดีล่มจากการศึกในปี 1757 พระเขี้ยวแก้วถูกย้ายไปบรรจุที่เมืองตาวอู (ตองอู) Taungoo และเมืองสะแกง Sagaing ในเวลาต่อมา ซากเจดีย์โบราณพังราบลงมาเมื่อแผ่นดินไหวใหญ่ในปี 1930 เจดีย์องค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้สร้างขึ้นใหม่ในปี 1982 นี้เอง ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าไปที่อื่นต่อ
 |
| มหาเจดีย์ |
ยุนดูงงๆว่าผมกลับมาในเวลาไม่ถึงห้านาที ถ้าเท้าผมไม่เจ็บและฝนไม่ลงเม็ดหนาขึ้นผมคงตะกายขึ้นเจดีย์ไปเปิดหูเปิดตาแน่นอน ยุนพาผมมาถึงวัดพระสี่รูป four figures paya วัดนี้แปลกที่ไม่มีชื่อพม่า ผมมองเห็นพระพ้นยอดไม้ วัดอยู่หัวมุมแยกพอดีจึงมีประตูเจ้าสองด้าน วัดนี้สร้างบนพื้นราบ พระยืนหันหลังชนกันหันหน้าไปทางทิศทั้งสี่ พระยืนสร้างบนยกพื้นมีระเบี้ยงเตี้ย รอบวัดร่มครึ้มด้วยเงาไม้จนตะไคร่น้ำจับเกือบทุกตารางนิ้ว ศาลาเตี้ยๆรกร้างปิดประตูลูกกรง เพิงข้างกำแพงรกสกปรก พื้นวัดรอบๆมีแต่ดินและหิน แน่นอนว่าผมไม่ยอมถอดรองเท้า ยุนวนรถให้ผมถ่ายรูปจากบนหลังมอเตอร์ไซค์และพาผมไปลงอีกด้านหนึ่งของพระยืน ด้านนี้มีเจดีย์เล็กๆองค์หนึ่ง สภาพแวดล้อมที่รกสกปรกเฉอะแฉะทำเอาผมหมดอารมณ์ถ่ายรูป พื้นที่ด้านข้างเจดีย์เขาทำเป็นลานมีพระพุทธรูปนั่งเหมือนจำลองการชุมนุมของสงฆ์ ผมรีบถ่ายรูปไม่กี่ใบก็เดินกลับมาขึ้นรถ มีคนพม่าคนหนึ่งขี่รถพาฝรั่งมาพูดกับยุน ผมเห็นเขาสั่นศีรษะ หนุ่มคนนั้นยังเดินตามมา เมื่อออกมานอกวัดผมถามเขาว่ามีอะไร จึงได้รับคำตอบว่าเขาจะเก็บเงินผมที่เข้ามาถ่ายรูป สงสัยว่าแถวนี้มีมาเฟียด้วยหรือ ยุนพาผมข้ามถนนไปอีกฝั่งถนน วัดนาวดอจีเมียะซา ยาว Naung Daw Gyi Mya Tha Lyaung เป็นวัดที่มีพระพุทธไสยาสน์องค์มหึมากลางแจ้ง ขนาดใหญ่ถึง 250 ฟุต พระตั้งอยู่บนพื้นยก เขาเก็บเงินค่าขึ้นชมด้วย ผมเห็นว่าไม่มีอะไร อีกทั้งเป็นพระที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อปี 2002 นี้เอง ถ่ายรูปจากข้างล่างแล้วบอกยุนว่าผมไม่สนใจ ยุนขี่รถพาผมเข้าไปตามถนนเส้นเดิมอีกเล็กน้อยก็มาถึงวัดพระชเวซายาว Shwethayuang buddha พระนอนวัดนี้มีชื่อเสียงมาก เขาสร้างพระไว้บนเนินเขา มีทางเดินคลุมหลังคาขึ้นวัด หน้าวัดตั้งสิงห์คู่สูงใหญ่แสดงว่าเป็นวัดสำคัญ ผมถอดรองเท้าทิ้งไว้หน้าประตูวัดอย่างเลิกกลัวหาย เด็กหญิงวัยไม่เกินสอบขวบถือโปสการ์ดเข้ามาหาผมเชิญชวนให้ซื้อด้วยภาษาอังกฤษ พร้อมกับถามผมว่าเป็นคนที่ไหน จีน? ฮ่องกง เกาหลี ผมโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ ยุนพาผมเดินขึ้นบันไดขนาดมหึมา บันไดที่นี่หน้ากว้างกว่าที่ชเวดากองเสียอีก สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวง เมื่อขึ้นไปเกือบถึงข้างบน ยุนให้สญญาณผมหยุดรอ เขาขึ้นไปเดินสำรวจพักหนึ่งก็กลับลงมาบอกผมว่าถ้าขึ้นไปตอนนี้ เจ้าหน้าที่ข้างบนอาจเก็บเงินผมก็ได้ ผม(ฟังเขาพูดไม่รู้เรื่อง จับความแล้วเข้าใจว่าเขากำลังจะบอกผม) จะต้องจ่ายค่าตั๋วเป็นเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ 3-5 เหรียญ หากผมไม่อยากเสียเงิน เขาบอกให้รอสักครู่ เพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่กลับ อีกสักพักมีแขกจากรัฐบาลจะมา ผมบอกเขาว่าผมหิวน้ำ ให้เราไปหากาแฟดื่มฆ่าเวลา ที่ข้างวัดมีร้านขายอาหาร เราสั่งกาแฟมากินกัน เขาถามผมว่าวันนี้สนุกไหม เขาเล่าให้ฟังว่าแม่ของเขาเป็นไกด์ บนหมวกกันน๊อคที่ผมสวมมีสติกเกอร์ติดหน้าหมวก เป็นบริษัทฯที่แม่เขาเคยทำงานด้วยของชาวสวิส แม่ของเขาเป็นคนย่างกุ้ง ทำงานในย่างกุ้ง ส่วนพ่อเป็นคนพะโค ผมถามเรื่องรถกลับบ้าน เขาบอกว่าจะส่งผมทันรถออก 5 โมงครึ่งแน่ๆ รถจะถึงย่างกุ้งในราวหนึ่งทุ่ม เขาไม่อยากให้ขึ้นรถไฟ เพราะเป็นกิจการของรัฐบาลตั้งราคาไว้แพง ถ้าเป็นรถประจำทางค่าโดยสารถูกกว่ามาก ค่ารถไฟขามาคิดเป็นเงิน 3,800 จ๊าด แต่ค่ารถเมล์เพียง 1,000 จ๊าดเท่านั้น ดื่มกาแฟเสร็จผมบอกยุนว่าผมจะออกไปเดินเล่น ผมเห็นฝั่งตรงข้ามวัดมีตลาด และหลังตลาดเป็นเขตสังฆาวาส ตลาดชุมชนนี้ไม่มีโรงเรือน มีแผงขายของประมาณ 30 แผง สร้างกันแบบเพิงใครเพิงมัน คือมีแคร่ไม้เนื้อแข็งยกพื้น แม่ค้าจัดวางสินค้าและนั่งเก้าอี้พลาสติกขายสินค้า หลังคาเป็นผ้าใบคุ้มหัว ส่วนใหญ่จะฉีกขาดพอฝนตกก็ต้องกางร่มของเราเองอยู่ดี สินค้าที่นำมาวางขายมีผักสด ผลไม้ พริกกระเทียมของแห้ง ดอกไม้เป็นกำ หากเป็นของสดพวกสัตว์น้ำก็วางอยู่ในกะละมังอลูมิเนียม เวลาประมาณบ่ายสามโมงครึ่งก็มีผู้คนเริ่มออกมาเดินจับจ่ายกับข้าวเย็นกันแล้ว แม่ค้ายิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อผมเข้าไปถ่ายรูป มีแม่ชีห่มสีชมพูไม่น้อยที่มาเดินขอบริจาคทรัพย์ และส่วนใหญ่แม่ค้าก็จะส่งเงินให้ 100 จ๊าด ที่นี่ไม่มีเครื่องชั่งกิโลแบบบ้านเรา แต่เขาใช้คันชั่งผูกจานสังกะสี และเลื่อนวางตุ้มน้ำหนักเอา บางร้านก็เป็นตาชั่งสองแขนจานสังกะสีเคลือบ ตุ้มเป็นเศษเหล็กที่ดูไม่ค่อยออกว่าเป็นน้ำหนักมาตรฐานหรือเปล่า มีร้านซ่อมร่มอยู่หนึ่งร้าน กิจการน่าจะไปได้ดี ร่มที่นี่มาจากจีนแดง คุณภาพก้านร่มไม่ดีเลย หากเป็นบ้านเราพอก้านร่มหัก เราก็ทิ้งกันเลยเพราะไม่มีร้านซ่อมร่ม ผมมีร่มส่งออกอย่างดีคันหนึ่งก้านหัก วางไว้หลายปีแล้วไม่มีที่ไหนรับซ่อม โรงงานร่มเมืองไทยไปไหนหมดแล้ว พม่าเป็นประเทศที่มีร่องมรสุมพาดผ่าน ปีหนึ่งมีฝนกัน 5-6 เดือน การใช้ร่มของคนที่นี่เป็นเรื่องปกติ ทุกคนทั้งชายหญิงใช้ร่มกัน ผมพบว่าบางส่วนของตลาดเขาสร้างเป็นเพิงค่อนข้างถาวร มีประตูพับ หลังคามุงจาก ที่เป็นร้านถาวรมักขายข้าวสารอาหารแห้ง ผงซักฟอก ไม้กวาด เหมือนโชห่วยบ้านเรา เมื่อเดินผ่านประตูออกไปด้านนอกกำแพงวัดอีกด้านหนึ่ง ผมเห็นเพิงติดกำแพงตั้งจักรถีบอยู่ข้างหน้า ร้านนี้รับเย็บผ้าใบ ผ้าพลาสติกสำหรับคลุมสินค้า ชายหนุ่มอายุไม่มากกำลังหยอกเล่นกับลูกสาววัยขวบเศษ ในร้านมีเพียงแคร่ไม้ไผ่ให้พ่อลูกนั่งและนอน มีทีวี 14 นิ้ว 1 เครื่อง ชายหนุ่มหันมาเห็นผมเล็งกล้องเข้าไปในร้านก็ชี้ชวนให้ลูกสาวมองกล้องให้ผมถ่ายรูป เราทักทายกันเป็นอันดี
 |
| วัดพระสี่รูป four figures buddha |
 |
| ความร่มรื่นรอบๆวัด แต่ต้องเดินเท้าเปล่า |
 |
| ตลาดหน้าวัดพระนอนชเวซายาว |
 |
| ร้านซ่อมร่มในตลาด |
ผมเดินกลับไปหายุน ดูเขาไม่อนาทรนั่งอ่านข่าวฟุตบอลจึงถามว่าเราจะไปกันได้หรือยัง เขาบอกให้ผมคอยที่ร้าน ส่วนตัวเขาจะขึ้นไปดูที่ข้างบนวัดชเวซายาว เขาหายไปพักใหญ่กลับมาบอกผมว่าเจ้าหน้าที่ข้างบนยังอยู่ กำลังมีแขก เขาบอกผมให้ขึ้นมอเตอร์ไซค์ สวมเสื้อคลุมกันฝนเพื่อพาไปอีกวัดหนึ่งที่อยู่อีกฟากของเมือง วัดนี้ไม่ไกลจากท่ารถ ฝนเริ่มเม็ดใหญ่ขึ้นและกลายเป็นฝนหนัก ผมบอกเขาว่าถ้าฝนหนักเราหาที่หลบก่อนก็ได้ แต่สองข้างทางที่ผ่านไปนั้นไม่มีที่หลบฝนเลย ส่วนใหญ่เป็นบ้านคน ผมซ้อนรถฝ่าสายฝนไปนานพอควรราวสิบห้านาที ในที่สุดก็เลี้ยวเข้าซอยข้างทางมาถึงวัดไจก์ปุน Kyaik pun paya พอผมลงจากรถก็ควานหากล้องคอมแพคส่งให้เขาบอกว่าผมอยากได้รูปของตัวเอง เป็นขณะที่ผมเปียกปอนมากที่สุด กางเกงยีนส์ตั้งแต่หน้าตักลงไปชุ่มน้ำ รองเท้าผ้าใบและถุงเท้าผมก็ชุ่มน้ำเช่นกัน เขาปล่อยผมเดินขึ้นบันไดขึ้นไปข้างบนแต่ลำพัง ความสูงของลานข้างบนจากพื้นประมาณความสูงของตึกหนึ่งชั้น ด้านบนมีพระพุทธรูปสี่องค์นั่งหันหลังชนกันผินพักตร์ไปทางทิศทั้งสี่ มีบันไดขึ้นลงทั้งสี่ด้าน หลังคาคลุมบันไดต่อเนื่องเข้ามาเชื่อมกับวิหารทิศ พระรูปหนึ่งเดินหาเสื่อแห้งนั่งพื้น พื้นแถบนั้นโดนละอองฝนจนเปียก ผมสังเกตว่าถ้าอุบาสกมานั่งสมาธิ มักนั่งขัดสมาธิบนเสื่อหรือไม้กระดานยกพื้นเตี้ยๆ ถ้าเป็นพระมาไหว้พระธาตุ จะนั่งยองๆยกมือไหว้ท่วมหัว พระสี่องค์นี้คือพระโคดมและพระพุทธเจ้าก่อนหน้าอีก 3 องค์ วัดไจก์ปุนสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ราวปี 1476 พระนั่งแต่ละองค์สูง 100 ฟุต มีตำนานมอญที่เล่าสืบกันมาเกี่ยวเนื่องกับพระสี่องค์นี้ว่า สี่สาวพี่น้องได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อกันว่าจะไม่แต่งงาน หากคนใดตระบัดสัตย์ พระองค์หนึ่งจะล้มพังลงมา และในที่สุดน้องคนสุดท้องแต่งงานและพระองค์หนึ่งได้พังลงมา ในแผ่นดินไหวปี 1930 พระพุทธรูปองค์หนึ่งปรักพังเสียหายจนเหลือแต่แกน เพิ่งจะได้มีการบูรณะกันใหม่ในภายหลัง พูดกันว่าพระพุทธรูปที่บูรณะใหม่นี้มีพักตร์เศร้าหมอง เท่าที่ผมดูผมว่าใบหน้านูนออกแนวหวานต่างจากองค์อื่นๆ เขาทำดวงตาสีฟ้าเข้มแวววาวราวกระจกใสและขนตาแบบเดียวกับที่วัดชอดาจีในย่างกุ้ง ส่วนพระองค์อื่นนั้นออกแนวหน้าหักยังไงชอบกล พระทั้งหมดอยู่ในปางมารวิชัย ด้านบนนอกจากวิหารทิศแล้วยังมีต้นโพธิ์ มีวิหารเล็กๆและศาลาเทพารักษ์เหมือนวัดอื่นๆ ฝนที่เทลงมาต่อเนื่องและลมแรงทำให้ผมถ่ายรูปได้ไม่สดวก พอๆกับเท้าที่เจ็บมากขึ้น วันนี้มีนักท่องเที่ยวเกาหลีมากับไกด์ให้ได้ทักทายกัน ไกด์ของผมไม่ได้เป็นไกด์มืออาชีพ ผมจ้างเขาให้รับส่งมากกว่า เขาไม่ค่อยยุ่งกับผมมาก ผมบอกเขาว่างานหลักของผมคือผมมาถ่ายรูป ข้อมูลส่วนใหญ่ผมทราบมาจากหนังสือนำเที่ยวแล้ว หากจะดูอะไรพิเศษผมจะสอบถามให้เขาหาคำตอบให้
 |
| พระองค์ที่ล้มลงมา ซ่อมแซมแล้วดูหน้านูนจมูกโด่ง ผิดกับอีกสามองค์หน้าหักแบน |
 |
| พระพม่าไม่กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ส่วนอาสนะเป็นไม้กระดานต่อเหมือนชั้นวางของ |
กลับลงมาข้างล่าง ยุนช่วยผมแต่งตัว ที่หน้าวัดผมเห็นต้นตาลจึงได้ชี้ให้เขาดู เขาพยักหน้าว่าคือต้นตาลที่ทำน้ำตาลปึก เวลาขี่รถยุนมักร้องเพลงไปด้วย ผมเข้าใจว่าเป็นเพลงป๊อบที่กำลังนิยมกันที่นั่น บางทีเขาก็บ่นรัฐบาลของเขาให้ฟัง พูดถึงปัญหาคอรับชั่น คนจนลำบากกันทั้งนั้น คนของรัฐบาลมีแต่รวยเอาๆ แสวงหาผลประโยชน์ของประเทศใส่ตัว เขาบ่นว่ามอเตอร์ไซค์จากจีนคุณภาพแย่มาก มันราคาถูกก็จริงแต่มันจะหมดสภาพในเวลาเพียงปีเศษ มอเตอร์ไซค์ที่ผลิตในเมืองไทยมีคุณภาพดีมากใช้ได้นานหลายปี เขาพาผมกลับมาที่วัดชเวซายาวอีกครั้งหนึ่งผ่านถนนสายน้ำท่วม เมื่อไปถึงวัดยุนแยกตัวขึ้นไปตรวจสถานการณ์ข้างบน เด็กหญิงคนเดิมเพียรเข้ามาถามผมว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า แล้วเธอก็พูดไทยกับผม บอกว่าวันนี้ยังไม่มีใครซื้อของเธอเลย ช่วยซื้อหน่อย เธอลดราคาโปสการ์ดลงจนเหลือชุดละ 50 บาท ผมรู้ว่าทันทีที่ผมซื้อของจะมีเด็กอีก 5-6 คนเฮโลกันเข้ามา ผมทำได้เพียงส่ายหน้าเดินหนี ชีวิตเด็กพม่าในชนบทต้องสู้ให้อยู่รอด เด็กคนนี้ขาดโอกาสทางการศึกษา ยุนกลับลงมาบอกผมว่าขึ้นไปได้แล้ว ส่วนตัวเขารออยู่ข้างล่าง พระชเวซายาวเป็นพระนอนองค์ใหญ่ แต่เดิมสร้างไว้บนเนินเขา มีความยาว 180 ฟุต สูง 53 ฟุต เมื่อหงสาวดีล่มสลายจากการเป็นเมืองหลวงของพม่าในปี 1757 วัดนี้ก็ถูกทิ้งร้าง ป่าขึ้นปกคลุมจนพระองค์นี้หายไปจากสายตา จนกระทั่งปี 1880 ปลายยุคพระเจ้าธีบอจึงได้มีการค้นพบและเริ่มมีการบูรณะใหม่ ภายหลังแผ่นดินไหวใหญ่ในปี 1930 ได้มีการซ่อมแซมและติดกระจกโมเสคส่วนพระเขนยใหม่ ผมเดินถ่ายภาพได้สักครู่ ก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาขายบัตรถ่ายภาพ 300 จ๊าด ผมเปิดกระเป๋ามีเงินอยู่ 200 จ๊าด นอกนั้นเป็นธนบัตรใบใหญ่ เขาส่งตั๋วให้ผมและรับเงิน 200 จ๊าดแทน ตั๋วเป็นบัตรแข็งพิมพ์รูปพระชเวซายาว เจาะรูร้อยหนังยาง ผมพลิกดูว่ามีวันที่หรือเลขที่อื่นหรือไม่ก็ไม่เห็นอะไร มาตอนนี้ผมเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้คร่าวๆแล้ว ยุนพาผมเลี่ยงขึ้นชเวดอมอทางขึ้นด้านหน้าในยามเช้า เพราะเป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวมาถึง และเขาไม่พาผมไปพระราชวังบุเรงนอง เพราะไม่มีทางเลี่ยงที่ผมต้องซื้อบัตรเหยียบผืนดินของรัฐบาล และเขาไม่พาผมขึ้นมาชเวซายาวในเวลาราชการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ การที่ผมมาถึงชเวซายาวในเวลาเย็นใช่ว่ายุนจะไม่มีความเสี่ยงเลย เจ้าหน้าที่อาจคิดว่าผมจ่ายค่าเหยียบดินพะโคไปแต่เช้าแล้วจึงไม่ขอดูบัตรหรือเจ้าหน้าที่อาจขอตรวจบัตรผมก็ได้ ดังนั้นดีที่สุดคือให้ผมขึ้นไปหลังเวลาราชการ ทั้งสามแห่งดังกล่าวเป็นที่จำหน่ายบัตรนักท่องเที่ยวของเมืองพะโค เขาต้องถ่วงเวลาจนพ้นเวลาราชการจึงค่อยพาผมขึ้นชเวซายาว เมื่อผมเบื่อที่จะรอเขาจึงขี่รถพาผมไปวัดไจก์ปุนซึ่งเป็นจุดใกล้ท่ารถเพื่อกลับย่างกุ้งก่อนนั่นเอง นับว่าชาวเมืองพะโคก็เล่นเอาเถิดเอาล่อกับรัฐบาลได้สนุกน่าดูชม พระชเวซายาวมีพักตร์เรียว แต่ไม่งามเหมือนพระชอดาจี เครื่องทรงละม้ายคล้ายกัน เขาปลูกศาลาสังกะสีคลุมไว้ เสียงฝนดังเปาะแปะ หลังคาบางส่วนมีน้ำรั่วลงมาทำให้พื้นเปียก รวมถึงละอองฝนที่สาดเข้ามาทำให้ต้องเดินอย่างระมัดระวัง โมเสคที่ประดับพระเขนยแบ่งเป็นช่องตารางสี่เหลี่ยมเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ส่วนผนังด้านหลังพระนอนเป็นปูนปั้นนูนต่ำทาสีเล่าตำนานกำเนิดพระชเวซายาว เรื่องมีอยู่ว่า กษัตริย์กาไดก์ปา Mgadeikpa ทรงปกครองดินแดนแถบเมืองพะโคแห่งนี้เมื่อนานมาแล้ว พระองค์เป็นกษัตริย์ที่โหดร้ายไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม วันหนึ่งพระโอรสเสด็จออกไปล่าสัตว์มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งในดินแดนสุวรรณภูมิ ได้ตกหลุมรักกับสาวมอญคนหนึ่งที่นั่นและได้แต่งงานกัน สาวมอญคนนี้ถือพุทธแต่พระราชาถือผีรูปเคารพ เมื่อพากันกลับมาบ้านเมืองพระราชาทราบเรื่องก็ไม่พอใจจึงได้ตัดสินโทษ เจ้าสาวมอญคนนี้ได้อธิษฐานต่อหน้ารูปเคารพ รูปเคารพเกิดหักและล้มลงมาทำให้พระราชาหวาดกลัว พระองค์ให้สร้างรูปพระพุทธขึ้นมาและสั่งให้ประชาชนทั้งเมืองหันมานับถือพระพุทธแทน ที่นี่จะเป็นแห่งสุดท้ายที่ผมจะเที่ยวในเมืองหงสาวดี ฟ้าที่ฉ่ำฝนทำให้มืดเร็วกว่าปกติทั้งๆที่เป็นเวลาห้าโมงเท่านั้น บนวิหารโถงเหลือคนไม่มาก เมื่อผมกลับลงมาทางบันไดเห็นว่าเขาเริ่มเปิดไฟกันแล้ว ผมคงไม่สามารถอยู่รอดูไฟกลางคืนที่นี่ ผมถามยุนว่าปกติวัดปิดกี่โมง เขาบอกผมว่าวัดในพม่าปิดประมาณ สามทุ่มถึงสามทุ่มครึ่ง เพราะตอนเย็นจะมีคนเข้ามาไหว้พระสวดมนต์กันตลอด
 |
| โถงบันไดทางขึ้นวัดพระชเวซายาว |
 |
| พระนอนชเวซายาว |
ยุนพาผมกลับมาทางเดิม ผ่านวัดพระสี่รูปและวัดมหากัลยาณี Maha Kalayani paya บริเวณถนนที่น้ำท่วมจอแจอย่างหนัก เสียงแตรเตือนกันลั่นระหว่างรถจักรยาน คนลุยน้ำและรถยนต์ เมื่อกลับขึ้นมาบนทางหลวงฝนลดลงเหลือเพียงพรำๆ เขาส่งผมลงที่ข้างทาง ผมไม่เห็นว่าจะมีสถานีขนส่งอะไรนอกจากมีรถประจำทางคันหนึ่งจอดอยู่ข้างทาง ยุนพาผมขึ้นประตูกลางรถไปหาที่นั่ง ที่นั่งด้านหน้าเต็มหมดเหลือแต่ที่นั่งสองแถวสุดท้าย เขาย้ำกับผมว่าให้ชำระค่าโดยสาร 1,000 จ๊าดกับคนขับรถ ถึงเวลาที่ผมจะเดินทางกลับเสียทีหลังจากเที่ยวมาทั้งวัน ผมนับเงินส่งให้เขาฉบับละ 1,000 จ๊าดจำนวน 9 ใบเป็นค่าจ้าง และอีก 1 ใบเพิ่มให้เป็นพิเศษ เขายิ้มให้และเราจับมืออำลากัน รถโดยสารคันนี้นำเข้าจากเกาหลี ผมเห็นตัวหนังสือเกาหลีเขียนไว้ที่ประตู เป็นรถรับลมธรรมชาติ หน้าต่างรถเป็นบานเลื่อนขนาดใหญ่สีชา มีเก้าอี้สองแถวนั่งได้ตัวละ 2 คน มีประตูอีกบานด้านหน้าสำหรับเป็นทางลง ระหว่างที่รถยังไม่ออกจากท่า มีคนกระเดียดตะกร้าขึ้นมาขายของกิน คนซื้อข้าวโพดต้มนั่งแทะรองท้องกันไม่น้อย ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างผมถามว่าผมมาจากไหน เมื่อทราบว่าเป็นคนไทยก็บอกผมว่าเขาเคยไปเมืองไทยหลายครั้ง ก่อนเวลารถออกไม่นาน มีเด็กรถเดินมาเก็บเงินกับผู้โดยสาร ชายคนนี้บอกผมให้ชำระเงิน 1,000 จ๊าด แล้วรถก็ออกจากป้ายผ่านเมือง ถนนลาดยางเป็นถนนอย่างดี มี 4 ช่องจราจร รถผ่านทุ่งผ่านเมืองเล็กๆ บางแห่งเจริญหน่อยคล้ายอำเภอ บางแห่งก็ไม่ผิดกับหมู่บ้านของไทยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผู้โดยสารทยอยลงบางส่วนและมีที่ขึ้นมาใหม่จนรถเต็มคัน เด็กรถนำเก้าอี้พลาสติกไม่มีพนักออกมาวางที่ทางเดินให้ผู้โดยสารใหม่ที่ขึ้นมามีที่นั่ง ในที่สุดเมื่อที่ข้างหน้าผมว่างลง ผู้ชายที่นั่งข้างผมก็ย้ายขึ้นไปนั่งกับเพื่อน คงพอมองเห็นภาพว่ารถโดยสารที่คนโดยสารเต็มคันแต่ไม่เปิดหน้าต่างจะเป็นอย่างไร ผู้ชายคนใหม่ที่ลงมานั่งยื่นมือข้ามมาผลักให้บานหน้าต่างเลื่อนออก สักพักผู้ชายที่อยู่ข้างหน้าก็เอื้อมมือมาปิด สองคนผลัดกันเปิดและปิด คนหนึ่งบอกว่าหายใจไม่ออก อีกคนหนึ่งบอกว่าเขาเปียก ( ผมเดาเอง) ผมเป็นคนที่รับลมเต็มที่สัมผัสได้ถึงลมเย็นข้างนอก เมื่อชายที่นั่งข้างหน้าลงไป ผมผลักหน้าต่างออกรับลมเต็มที่ ทำให้คนนั่งข้างยิ้มอย่างดีใจพลางชูหัวแม่โป้งให้
 |
| ภายในรถประจำทาง |
ยิ่งใกล้ย่างกุ้ง ผู้โดยสารก็ทยอยลงกันมากขึ้นเรื่อยๆจนรถโล่ง ย่างกุ้งก็คล้ายกับกรุงเทพฯคือเป็นเมืองขยาย เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องสำหรับค้าขาย ทุกที่มีแต่ผู้คนเดินกันขวักไขว่ รถราเริ่มติดขัด ในที่สุดเหลือผมกับผู้โดยสารคู่ชายหญิงที่มาด้วยกัน คนขับรถหันมาถามว่าผมจะลงที่ไหน (ผมเดาอีกแล้ว) ผมรีบลุกเดินไปข้างหน้า บอกกับคู่ชายหญิงซึ่งดูเหมือนคู่แต่งงานอายุไม่เกิน 26-27 ปี ว่าผมจะไปแพนด้าโฮเต็ล แถวดาวน์ทาวน์ เห็นพวกเขาส่งเสียงคุยกันจนได้ข้อสรุปว่า ให้ผมลงตรงนี้แล้วเรียกแท๊กซี่ ผมเข้าใจว่ารถเขาไม่ได้เข้าเมือง ลงจากรถเหลียวมองรอบๆจึงได้เห็นว่าแถวนั้นเป็นอาคารพาณิชย์ ถนนสี่ช่องจราจร ฟุตบาทค่อนข้างลึกแต็มไปด้วยแผงลอยคล้ายตลาดเย็นและรถมีเข็นที่พ่อค้าเก็บของแล้ว มีรถแท๊กซี่เข้ามาเทียบริมฟุตบาทอยู่คันหนึ่ง เจ้าของรถลงมาเปิดฝากระโปรงหน้าจึงเข้าไปถามเขาว่าจะไปโรงแรมแพนด้าหรือเปล่า เขาทวนคำปันด้าโฮเต็ล? ดีที่เขาพอพูดอังกฤษได้ เขาบอกให้ผมเรียกรถคันอื่น พอดีมีแท๊กซี่มาอีกคันหนึ่งเขารีบโบกมือเรียกให้ ผมบอกรถคันนี้ว่าผมจะไปแพนด้าโฮเต็ล ดูท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ผมบอกเขาใหม่ว่าจะไปปันด้าโฮเต พูดแบบพม่าเผื่อเขาจะรู้เรื่อง คนขับรถแท๊กซี่คันแรกเข้ามาช่วยผมอีก ในที่สุดเขารู้ว่าจะไปส่งผมที่ไหน เขาเรียกค่าโดยสารชูมือห้านิ้ว ไฟว์ตองเจ แล้วตองเจนี่มันคืออะไร ผมหันไปถาม คนขับคนแรกก็ไม่รู้จะบอกผมอย่างไรเพราะภาษาของเขาจำกัด เลยจัดการต่อรองให้แล้วหันมาบอกผมว่า 5 ดอลลาร์ จากจุดที่ผมลงรถเขาขับพาผมไปไม่น้อยกว่า 20 นาที บางช่วงก็สว่างไสวคับคั่ง จนถึงช่วงที่มืดเปลี่ยวถนนขรุขระมองไปเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มและตึกคล้ายโกดังเก่า พอพ้นช่วงถนนดังกล่าวรถก็เลี้ยวเข้าไปจอดหน้าโรงแรมพอดี ผมส่งเงิน 10 ดอลลาร์ให้เขา เขาไม่มีทอนพูดตอบเป็นภาษาพม่าพร้อมกับเปิดกระเป๋าเงินให้ดูว่ามีแต่เงินจ๊าด ผมชวนเขาเข้าไปหาพนักงานต้อนรับในโรงแรมให้เป็นล่ามให้ พนักงานบอกผมว่าเงินค่าโดยสารเป็นเงิน 5 ดอลลาร์ ผมบอกว่าผมต้องขอแลกเงินเพราะผมมี 10 ดอลลาร์ แต่ทางโรงแรมมีดอลลาร์ไว้แลกจ๊าด ผมถามใหม่ว่าคนขับรถต้องการกี่จ๊าด ได้คำตอบมาว่า 5,000 จ๊าด ถึงบางอ้อเสียที ตองเจ คือหน่วยพันนั่นเอง ไฟว้ตองเจจึงเท่ากับห้าพัน
 |
| ชุดลุยฝนเที่ยว |
คืนนี้ผมเหนื่อยเต็มที หลังเท้าก็เจ็บมาก ผมเดินไปซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เห็นเมื่อคืนนี้อยู่ห่างออกไปราว 100 เมตร ขนาดประมาณอาคารพาณิชย์สองห้อง จัดวางสินค้าติดผนังและมีชั้นกลางห้องขนานกันอีกสองแถว สินค้ามีทั้งที่ขายปลีกและขายส่งเป็นสินค้าจากเมืองไทยกว่าครึ่งหนึ่ง นอกนั้นเป็นสินค้าจากจีนและพม่า รู้สึกดีใจที่เขามีชั้นหนึ่งขายยา เป็นยาสามัญประจำบ้าน ผมเลือกได้ยาแก้ปวด และน้ำมันเขียวสำหรับนวด ซื้อผงกาแฟ, โยเกิร์ต, นมสดพาสเจอร์ไรซ์ กลับขึ้นไปบนห้องจักแจงต้มน้ำชงกาแฟใส่นมสด ยกเก้าอี้เข้าไปวางในห้องน้ำเปิดน้ำอุ่นแช่เท้า จิบกาแฟและเปิดไดเรคทอรีหาร้านขายยาในเมือง คืนนี้กินโยเกิร์ตแทนข้าวเย็น ก่อนอาบน้ำผมถอดกางเกงยีนส์ออกมาสะบัดเอาทรายและหินที่ติดตามขากางเกงออก วางมันลงบนผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่และม้วนพับไว้ให้ผ้าเช็ดตัวซับน้ำออกให้มากที่สุด ส่วนรองเท้าหนังสีขาวมอมแมมจนผมต้องใช้ทิชชูชุบแชมพูเช็ดทำความสะอาด แกะเชือกรองเท้าออก นำรองพื้นข้างในออกมาล้างโคลน ส่วนถุงเท้าซักน้ำ ใช้ผ้าขนหนูม้วนให้แน่นทิ้งไว้ให้ซับน้ำ อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยจึงออกมาแกะห่อผ้าขนหนูนำกางเกง และชิ้นส่วนของรองเท้าไปผึ่งลมแอร์ที่ตกลงมาหน้าเตียง ส่วนรองเท้าใช้ผ้าขนหนูเช็ดเท้าในห้องน้ำยัดแน่นให้ดูดน้ำ ผมมียาคลายกล้ามที่นำติดตัวมาจากบ้าน ยาแก้ปวด ประคบหลังเท้าที่อักเสบด้วยขวดน้ำเย็นในตู้เย็น และนวดหลังเท้าด้วยน้ำมันเขียว หวังว่าพรุ่งนี้เช้าเมื่อตื่นขึ้นมามันจะทุเลาลงบ้าง เมื่อล้มตัวลงนอน สมองผมอดนึกถึงหงสาวดีเมืองของพระเจ้าสิบทิศไม่ได้ พระองค์ก็คงเหมือนจักรพรรดิทั่วไปที่คิดแต่ชัยชนะและความเกรียงไกร ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าผมผ่านพื้นที่ตรงไหนบ้างหนอที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยวิ่งเล่นเมื่อทรงเป็นเชลยสงคราม แค่แวบเดียวสมองผมก็ปิดคลื่นสัญญาณ ผมก็หลับลงอย่างง่ายดายทั้งที่ยังไม่สี่ทุ่มดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น