เช้าวันศุกร์ผมตื่นขึ้นตามเสียงนาฬิกาปลุก
หกโมงครึ่งแล้วแต่ภายนอกเหมือนยังไม่แจ้งดี
ผมออกไปดูชเวดากองเห็นว่าไฟยังเปิดอยู่จึงไปนำกล้องมาถ่ายรูปไว้อีกใบหนึ่ง
ผมจะได้เห็นชเวดากองเปิดไฟจากระยะไกลเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์ จัดแจงอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
สวมรองเท้าแตะฟองน้ำของโรงแรมลงไปทานข้าวเช้า
เท้าผมยังเจ็บอยู่เหมือนเดิม
เมื่อลงไปถึงล๊อบบี้ชั้นพื้นเขาบอกว่าคอฟฟี่ชอปอยู่ที่ชั้นลอย อาหารเช้าเป็นข้าวต้ม และกับข้าว เช่น ผัดผัก
หมูผัดผักกาดดอง และมีอะไรอีกสองสามอย่าง
มีน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋
เมนูฝรั่งมีเพียงขนมปัง แฮม ไส้กรอก และไข่ดาว ไข่กวน ผมเลือกข้าวต้มหนึ่งถ้วย
ทานกับผัดผักและไข่กวน
ดื่มนมเต้าหู้และผลไม้จานใหญ่
ตามด้วยกาแฟ
เช้าวันนี้ในคอฟฟี่ชอปมีนักท่องเที่ยวไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ทั้งพนักงาน ทั้งลูกค้าหน้าจีนทั้งหมด มีชาวพม่านุ่งโสร่งหลงมา 2-3
คน
ในคอฟฟี่ชอปตกแต่งด้วยเครื่องไม้แท้หนาและหนัก พื้นปูพรมแดงไม่ต่างจากโรงแรมต่างจังหวัดบ้านเราเมื่อ
20 ปีที่แล้ว แต่สะอาดไม่เหม็นอับ เสร็จจากอาหารเช้าผมกลับขึ้นไปที่ห้อง มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นว่าวันนี้ไม่มีฝน แต่มีเมฆกระจายเต็มฟ้า
ผมวางตารางเวลาว่าวันนี้ผมจะพักผ่อนและใช้เวลาทบทวนงานที่ผมต้องทำในวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นจึงย้ายไปอีกโรงแรมหนึ่งในราว 11 โมง
หากได้ห้องก็จะออกไปร้านขายยา
ไปเที่ยวในเมืองเก่า ไปไปรษณีย์
กลับมาตลาดสก็อต หลังอาหารเย็นจึงจะกลับโรงแรม
สิบเอ็ดโมงผมลงมาเช็คอิน ใช้เวลาเพียงไม่ถึงห้านาทีก็เรียบร้อย
ผมฝากกระเป๋าไว้และเดินถ่ายรูปภายในและภายนอกโรงแรม ออกไปยืนหน้าโรงแรมเผื่อว่าจะเจอแท๊กซี่คันที่ผมติดเงินเขาเมื่อวันก่อน รู้สึกไม่ค่อยดีที่จะติดค้างอะไรใคร
ไม่นานก็กลับมารับกระเป๋าไปขึ้นแท๊กซี่
ผมเรียกรถไปโรงแรมปาร์ครอยัล
โรงแรมนี้อยู่เยื้องๆกับสถานีรถไฟกลาง เมืองย่างกุ้ง เขาคิดผม 2,000 จ๊าด คนขับรถพาผมอ้อมไปเจอรถติด ถนนสายดังกล่าวเดินรถทางเดียว
ด้านหนึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ที่มีรถจอดเข้าซองหนึ่งช่องจราจร
ช่องจราจรด้านนอกจอดรถให้เข็น
อีกฝั่งถนนหนึ่งมีรถจอดเข้าซองเช่นกัน
เหลือเพียงหนึ่งช่องจราจรให้รถวิ่ง
ทำให้รถติดอย่างหนัก
ผมเห็นเด็กนักเรียนนุ่งโสร่งเขียวออกมาจากโรงเรียน เด็กๆออกมาออซื้อของกินจากรถเข็น
มีทั้งของปิ้ง ย่าง ซาละเปาขนมจีบที่ รถเข็นจอดแอบชิดข้างทางบีบให้ช่องที่รถวิ่งได้ยิ่งแคบ พ่อแม่ของเด็กมายืนรอรับลูก บ้างก็ขับรถมารอบีบแตรเรียกกัน รถที่จอดเข้าซองอีกฝั่งถนนแย่งกันออกแย่งกันเข้า ทั้งถนนมีแต่เสียงแตร ในที่สุดรถคันที่ผมนั่งเครื่องดับ
คนแถวนั้นต่างมีน้ำใจช่วยกันโบกช่วยกันเข็นจนเครื่องติด
กว่าจะหลุดออกจากพื้นที่นั้นได้ก็ต้องเข็นกันหลายครั้ง ผมมาถึงโรงแรมเกือบเที่ยง
เมื่อแจ้งกับที่เคาน์เตอร์ว่าผมจะเช็คอิน ระบบโรงแรมของสิงคโปร์ห่วยเอาเรื่อง เขาไม่พบชื่อของผม
และชื่อของเพื่อนที่จะตามมาสมทบเย็นนี้ทั้ง 3 คน
ทั้งๆที่เราให้ชื่อเอเจนท์จองไว้
เขาถามผมว่าเอเจนท์ไหนจองมา
ผมบอกชื่อบริษัทฯ เขาบอกไม่มี
ผมบอกชื่อคนและบอกเขาว่าเราจะจัดงานแถลงข่าวที่ห้องบอลรูมในพรุ่งนี้เช้า กว่าจะได้เรื่องทำให้ผมรู้ว่าชาวสิงคโปร์ไม่ได้เรื่อง
เขาให้เลขาฯชาวพม่าจองในชื่อเลขาฯ
แล้วจะมาขอชื่อพวกผมไปทำไม
เจ้าหน้าที่ขอพาสปอร์ตและบัตรเครดิตผมไปรูดไว้เป็นการมัดจำ ผมค่อนข้างแปลกใจเพราะในหนังสือโลนลี่พลาเนตบอกว่า
ไม่มีที่ใดและโรงแรมใดในพม่าที่สามารถใช้บัตรเครดิต ใช้เงินสดเท่านั้น สกุลเงินที่ใช้ได้ที่นี่คือ พม่า, ดอลลาร์สหรัฐ
และเงินบาท
เขาแจ้งผมว่าต้องขอให้ผมเช็คอินราวบ่ายสองโมงเพื่อให้พนักงานทำความสะอาดห้องก่อน ผมฝากกระเป๋าไว้และกลับเข้าไปในเมือง ผ่านสถานีรถไฟไปตามถนนซูเลพญา Sule paya
Rd. มุ่งหน้าหาวงเวียนเจดีย์ซูเล
ตลอดทางมีแต่คนเข้ามาถามผมว่าจะแลกเงินไหม จะได้ราคาดี เขามักทักทาย Hello Sir, where do you
come from? น่าจะถามผมเลยว่าจะแลกเงินไหม ถามมากเข้าผมขึ้เกียจตอบ ผมประมาณว่าวันๆมีคนถามผมอย่างนี้ราว 30 ราย
พ่อหนุ่มคนใหม่เข้ามาทักทายผม แต่คนนี้ถามผมว่าจะไปไหน ผมบอกเขาว่ากำลังจะไปร้านขายยา ผมเจ็บเท้า เขาบอกผมให้ไปที่ร้าน เอเอฟาร์มาซี อยู่ข้างหน้าไม่กี่ร้อยเมตร พร้อมกับถามว่าผมต้องการแลกเงินหรือเปล่า จากตึกซากุระ ตึกที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าจากญี่ปุ่น สำนักงานสายการบินต่างๆก็อยู่ที่นี่
เดินตรงเข้าหาเจดีย์สีทองไปหนึ่งบล็อคผมก็เห็นร้านขายยา เป็นร้านขนาดสามคูหาตั้งอยู่ในตึกเก่ายุคอาณานิคม เข้าไปในร้านก็พบกับเวชภัณฑ์ตั้งอยู่กลางห้อง
มีรถเข็น เก้าอี้ ไม้เท้าสารพัดแบบ
ผมเดินไปที่เคาน์เตอร์กระจกขายยาทางซ้ายมือบอกเขาว่าผมต้องการยาแก้อักเสบ diclofinac
ยาคลายกล้าม norgesic และยานวดที่มีซาลิไซเลต กว่าจะพูดกันรู้เรื่องก็เหนื่อย
ต้องไปชะเง้อและชี้ว่าต้องการอะไร
ในตู้มีทั้งยาที่เขานำเข้าจากยุโรปและยาไทยครึ่งต่อครึ่ง ยาที่ได้มาจากยุโรปขายถูกกว่าในบ้านเรามาก ผมเลยเลือกไดโคลฟีแนคจากเดนมาร์ค และนีโอติกาบาล์มของไทย ผมถามหาผ้ายืดแบบรัดข้อของทูบีกริป เขาบอกไม่มี
คิดในใจว่าร้านใหญ่ขนาดนี้จะไม่มีได้อย่างไร คนขายวิ่งถามกันเองให้วุ่นวาย ผมลองเหลียวไปรอบๆห้องก็เห็นว่ามันอยู่ทางด้านขวามืออีกฝั่งของร้าน กวักมือเรียกเขาไปดูของ เขามีทุกอย่างยกเว้นผ้ายืดสวมข้อเท้า ผมถามหาผ้ายืดแบบพันขนาด 3 นิ้ว เขาพาผมไปอีกเคาน์เตอร์หนึ่ง
ชำระค่ายาเรียบร้อยผมหาที่นั่งในร้านถอดรองเท้า
เปิดนีโอติกาบาล์มออกมานวดหลังเท้าส่งกลิ่นตลบร้าน
และใช้ผ้ายืดพันเท้าค่อนข้างแน่น
 |
| วงเวียนเจดีย์ซูเลพญา |
ออกจากร้านขายยาเห็นมีสะพานลอยข้ามถนน เหมาะกับการขึ้นไปถ่ายรูปเมือง เจดีย์สีทองอร่ามตั้งอยู่กลางวงเวียน ทางซ้ายมือมีสุเหร่าเบงกาลี ซูนนี ยาไม Bangali Sunni Jamai
mosque
ทางขวามือเป็นตึกสีม่วงเพิ่งจะทาสีเสร็จ
รถที่นี่พลุกพล่าน
รถเมล์เข้ามาจอดป้ายอย่างต่อเนื่อง
สองข้างถนนเต็มไปด้วยคนพม่า
อาจเป็นเวลาพักเที่ยง ลงมาจากสะพานลอยผมเดินข้ามถนนไปวัดซูเลพญา
มองเข้าไปเห็นว่าต้องถอดรองเท้าเลยตัดสินใจไม่เข้าไป ไม่ทราบเหมือนกันว่าคิดผิดหรือเปล่า สิ่งที่ผมเห็นคาดว่าไม่แตกต่างจากวัดอื่นๆ วัดซูเลพญาเป็นวัดเก่าแก่
หากดูตำนานการสร้างชเวดากองแล้วต้องถือว่าวัดซูเลเกิดก่อน ผมเดินไปรอบๆวงเวียน เขาสร้างเจดีย์ไว้ตรงกลางมีทางขึ้นสี่ด้าน รอบๆเจดีย์สร้างเป็นอาคารรูปวงกลมล้อมเจดีย์ไว้ เขาแบ่งอาคารเป็นคูหาให้เช่าทำร้านขายของ หน้าร้านจะหันออกไปทางถนนวงเวียน เราสามารถเดินดูร้านจากฟุตบาทรอบวงเวียน มีตั้งแต่ร้านขายและซ่อมนาฬิกา
ร้านขายโทรศัพท์มือถือ ร้านถ่ายรูป ร้านทำป้ายไวนิล ร้านหมอดู วงเวียนเป็นจุดตัดของถนนสองสาย ถนนซูเลพญาและถนนมหาบัณฑูร Maha
Bandolla Rd. ถนนซูเลพญาฝั่งทิศใต้ด้านหนึ่งคือสวนสาธารณะมหาบัณฑูร
อีกด้านหนึ่งเป็นศูนย์การค้าสร้างใหม่ขนาดใหญ่กำลังจะเปิดเร็วๆนี้
ถนนมหาบัณฑูรฝั่งทิศตะวันตกเป็นเขตของชาวอินเดียเทียบได้กับพาหุรัด
ส่วนทางทิศตะวันออกเป็นย่านการค้าเหมือนถนนเจริญกรุง จากวงเวียนผมมองไปทางด้านทิศตะวันออก ซ้ายมือเป็นตึกสีม่วง
หลังคายอดปราสาทแบบเดียวกับสถานีรถไฟกลาง
ตึกนี้คือศาลาว่าการเมืองย่างกุ้งในยุคอาณานิคม หรือ Yangon city hall ศาลาว่าการหลังนี้สร้างในปี 1925 ผมลงทุนข้ามไปยืนกลางถนนถ่ายภาพไว้ ซิตีฮอล์อยู่ตรงข้ามกับสวนสาธารณะมหาบัณฑูรพอดี เยื้องกับซิตีฮอล์ตรงหัวมุมสวนสาธารณะ
มีโบสถ์ฝรั่งชื่อ อิมมานุเอลแบ๊พติสต์
ชื่อเดียวกับโบสถ์ในกรุงเทพฯที่ผมเคยไปนมัสการอยู่
แถมยังเป็นโบสถ์ในความเชื่อแบบแบ๊พติสต์เหมือนกันอีกด้วย โบสถ์หลังนี้สร้างขึ้นในปี 1885 โดยมิชชั่นนารีกลุ่มอเมริกันแบ๊พติสต์ มีอายุ 126
ปี เป็นโบสถ์หลังที่สองนับแต่การสถาปนาคริสตจักรในปี 1830 โบสถ์หลังแรกถูกทำลายไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่
2 อยากเข้าไปดูข้างในแต่โบสถ์ปิดประตู ผมเห็นคนเข้าออกอยู่
และภายในเปิดไฟช่อใหญ่ห้อยลงมาจากเพดาน
ด้านหน้าคริสตจักรเป็นลานจอดรถ มีรถเก๋งและรถแท๊กซี่มาจอดกันไม่น้อย คนที่อยู่ในรถอ่านหนังสือพิมพ์ฆ่าเวลา เขาเห็นผมยกกล้องขึ้นก็โบกมือห้าม ผมชี้ลงไปที่หนังสือพิมพ์หน้าบันเทิงที่เขาเปิดอยู่พอดี
เป็นข่าวนักร้องต่างประเทศ
พอเขาพยักหน้าผมจัดการถ่ายรูปเขาไว้
เขายิ้มอย่างพอใจเมื่อผมให้ดูรูปจากจอของกล้อง
อย่างไรก็มีรูปเขาติดอยู่ด้วยแต่คราวนี้เป็นความพอใจ
รอบๆสวนมหาบัณฑูรมีคนร้องถามหาแลกเงินด้วยอัตราดี ผมได้ยินนักท่องเที่ยวคนอื่นถามเขาให้ถึง 900 จ๊าดต่อดอลลาร์ และในตอนบ่ายผมได้ยินอีกที่หนึ่งให้ถึง 950 จ๊าด
ถึงจะให้อัตราสูงเช่นนั้นผมก็ไม่กล้าแลกเงินอยู่ดี ผมเดินเลียบสวนสาธารณะไปตามถนนมหาบัณฑูรการ์เดนนำผมมาถึงหน้าหอนาฬิกาใหญ่บนอาคารทาสีแดงแบบโคโลเนียล
ตึกหลังนี้อยู่ตรงข้ามสวนดังกล่าวและทอดยาวไปตามถนน เป็นที่ทำการรัฐบาลอังกฤษมาก่อน ก่อสร้างในปี 1905
และเสร็จสิ้นในปี 1911 ลักษณะของอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบควีนแอนน์
ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ เจมส์ แรนซั่ม James Ransome อาคารโชว์อิฐแดง มีหอนาฬิกา
ต่อมาใช้เป็นที่ทำการศาลสูงก่อนจะย้ายไปเมืองหลวงใหม่ที่เมืองเนปิตอในปี 2006 หอนาฬิกาสูงจนผมเก็บภาพในแนวนอนไม่ได้ต้องพลิกถ่ายรูปในแนวตั้ง ตรงข้ามกับหอนาฬิกาเป็นประตูทางเข้าสวนมหาบัณฑูรฝั่งทิศตะวันออก
อังกฤษสร้างสวนสาธารณะแห่งนี้ไว้หน้าที่ทำการฯ เมื่อพม่าประกาศอิสรภาพในปี 1948 จึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์เสรีภาพขึ้นที่กลางสวนแห่งนี้
อนุสาวรีย์เป็นแท่งเสาคล้ายๆอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในกรุงเทพฯ
 |
| อดีตที่ทำการรัฐบาลอังกฤษและศาลสูงของพม่า |
 |
| ศาลาว่าการเมืองย่างกุ้ง |
 |
| โบสถ์อิมมานุเอลแบ๊พติสต์ |

เป็นเวลาเกือบบ่ายโมงแล้ว ผมทั้งร้อนทั้งหิว ตอนนี้ท้องฟ้าเปิดมีแดดส่องลงมา ข้างสวนมหาบัณฑูรมีร้านอาหารเปิดให้บริการผู้มาใช้สวนสาธาณะเรียงกันไปหลายร้านให้เข้าไปนั่งข้างในได้ แต่มีแผงอาหารบนฟุตบาทแห่งหนึ่งที่ผมสนใจ
เจ้าของร้านวางกระจาดใบใหญ่บนเก้าอี้พลาสติก และข้างกระจาดมีเตาอั้งโล่ ในหม้อมีน้ำแกงแดงๆส่งควันและกลิ่นเตะจมูก เขาวางเก้าอี้พลาสติกเตี้ยๆสีสด 3-4
ตัว
มีหม่องนายหนึ่งนั่งถือจานส่งอาหารเข้าปาก
แม่ค้าเชิญชวนให้ผมทานอาหาร หม่องเงยหน้าขึ้นมายิ้มพลางชูนิ้วโป้ง ผมถามเขาว่ากี่จ๊าด ได้คำตอบมาว่า 400
จ๊าด
ผมนั่งลงมองแม่ค้าใช้กรรไกรตัดเปาะเปียะผักเป็นชิ้นๆลงจาน เขาจัดการตัดหอมแดง มะเขือเทศสด ใบสะระแหน่ บีบมะนาวและถั่วลิสงทอดโปะลงไปในจาน และใช้ตักน้ำแกงร้อนราดลงไป ผัก มะนาว ทุกอย่างเธอใช้กรรไกรตัด
มันสดวกเพราะไม่ต้องมีเขียง
แม่ค้าส่งจานให้พร้อมกับกระดาษทิชชูสีชมพูแปร๊ดที่เขาม้วนพันไว้ในมือปึกหนึ่ง กระดาษทิชชูนี้เห็นเป็นเยื่อกระดาษชัดเจน
มีจุดสีน้ำตาล
มันมีแค่ชั้นเดียวและย่นๆเหมือนกับกระดาษย่นที่เขาตัดทำสายรุ้งตกแต่งปีใหม่ตอนผมเป็นนักเรียนชั้นประถม ชาวบ้านที่มาสั่งอาหารทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแม่ค้า
บอกให้ผมคลุกให้ทั่ว
เธอใช้ภาษาพม่าและทำท่าประกอบ
พร้อมกับเลื่อนกระด้งผักมาตรงหน้าให้ผมเติม เท่านั้นไม่พอเธอเอื้อมมือขยุ้มผักหนึ่งกำมือลงจานผม
พร้อมกับส่งมะนาวให้อีกซีกหนึ่ง
และอีกสักพักถามผมว่าจะเติมน้ำแกงเพิ่มไหม
ผมพยักหน้าและส่งจานให้แม่ค้า
ทั้งหมดผมฟังไม่รู้เรื่องดอก แต่เดาได้จากท่าทางการวาดมือวาดไม้ประกอบ ผมก็ได้แต่(จำใจ)รับความปรารถนาดีทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามือข้างนั้นทำอะไรมาบ้าง
ระหว่างที่รับประทานอาหารผมเห็นแม่ค้าเตรียมอาหารของเธอเอง เธอผสมข้าวลงไปในอาหารแบบที่เตรียมให้ผมใช้มือคลุกและเปิบ
ในระหว่างที่ผมก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารมีลูกค้ามายองๆเพิ่มอีก 2 คน ผมรับประทานจนหมด
เมื่อส่งจานคืน ผู้ช่วยแม่ค้าถามผมว่าอร่อยไหม ผมชูนิ้วโป้งให้
เขาออกท่ากวักมือพูดว่า “ทูมอโร่” เคล็ดลับความสนุกของการท่องเที่ยวของผมคือ
ลืมตัวตนของเราเอง อย่ากังวลกับสุขอนามัยจนเกินไปเพราะเรามีภูมิอยู่แล้ว เมื่อลงไปค้นหาไม่ทำตัวให้แตกต่าง ความไม่แตกต่างทำให้คนอื่นเปิดเผยตัวตนกับเรามากขึ้น
เราจะได้ความเข้าใจในวัฒนธรรมของเขามากขึ้น จะเห็นทั้งสิ่งที่เหมือน
สิ่งที่คล้ายและที่แตกต่าง
มองดูเขาแล้วลองย้อนดูตัวเอง
เข้าใจคนอื่นก็จะเข้าใจตัวเราเองได้ไม่ยาก
ประสพการณ์แบบนี้มีค่ามากกว่าการไปขี่ม้าชมสวนกับบริษัททัวร์
อิ่มหนำกับอาหารมื้อเที่ยงผมเดินเลาะรั้วสวนไปตามถนนมหาบัณฑูรการ์เดนท์
อีกฝั่งของถนนเป็นตึกที่ทำการรัฐบาลอังกฤษ
ตึกหลังนี้ทาสีแดงส้ม เป็นตึกสองชั้นยุคโคโลเนียล ตัวตึกค่อนข้างทรุดโทรมเนื่องจากปูนหมดอายุ กรอบหน้าต่างไม้ผุ
แต่เขาพยายามทาสีปิดบังไว้
แถวอาคารประกบกันสี่ทิศ เว้นตรงกลางเป็นสนามว่าง ทำให้หมู่ตึกกินพื้นที่เต็ม (ปล. หากต้องการดูรูปอาณาบริเวณจากภาพถ่ายดาวเทียม
ผมแนะให้เข้าไปดู google
earth และเข้าไปดูรูปในเวป panoramio
อีกที่หนึ่ง เวลาที่ผมไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหนดีผมจะเข้าไปดูรูปก่อนเพื่อช่วยให้ผมตัดสินใจได้ง่ายเข้าว่าอันไหนห้ามพลาด
อันไหนปล่อยไปเถอะ) ด้านตะวันตกติดถนนมหาบัณฑูรการ์เดนท์ ด้านทิศใต้เป็นถนนเมอร์คันท์ Merchant st. ด้านทิศตะวันออกเป็นถนนที่สามสิบหก
ปัจจุบันตึกเหล่านี้เป็นของธนาคารเพื่อการค้าต่างประเทศของพม่า Myanmar
Foreign Trade Bank ผมเดินเลาะรั้วตึกธนาคารไปเรื่อยๆ
พอถึงหัวมุมเข้าสู่ถนนเมอร์คันท์ ก็พบกับแผงลอยนานาชนิด
หนุ่มพม่ากำลังเลือกซื้อเสื้อเชิ๊ตแขนยาวพับใส่ถุงพลาสติกอย่างดีกองพูนกันไว้บนลังกระดาษต่อกันสองใบ อีกทางหนึ่งเป็นเข่งผลไม้ใบสูง
บนเข่งมีกระด้งคลุมด้วยใบตองจัดวางผลไม้ มีทั้งเงาะ ฝรั่ง ชมพู่
ทำให้ผมนึกถึงพ่อค้าขายฝรั่งสดและฝรั่งดองที่หาบเข่งขายตรงป้ายรถเมล์ตลาดพลูเมื่อเกือบ
40 ปีที่แล้วขึ้นมาทันที อย่างไรก็อย่างนั้น! อีกด้านหนึ่งพ่อค้ากำลังทอดขนม
ผมไม่ทราบว่าเป็นขนมอะไร แต่ที่แน่ๆคือทำจากแป้งปั้นเป็นก้อน เขาวางเตาอั้งโล่ในเข่งไม้ไผ่สาน และมีกะทะน้ำมันตั้งไว้ มีสาแหรกพร้อมไม้คานหาบ เหนือกะทะเป็นกะละมังเจาะรูผูกไว้กับสาแหรก
ขนมที่ทอดได้ที่จะนำออกมาพักสะเด็ดน้ำมันที่ข้างบนนี้
น้ำมันส่วนเกินก็จะไหลกลับลงไปกะทะเบื้องล่าง
นอกจากของกินแล้ว ยังมีแผ่นซีดีเพลงและซีดีภาพยนตร์ขายกันอย่างเสรี
หากเป็นแผ่นเพลงและหนังพม่าก็ทำที่พม่า ซีดีหนังฝรั่งมาจากจีนและอีกส่วนหนึ่งเป็นหนังอินเดียซึ่งเป็นที่นิยมกันมากที่นั่น ผมมองไปอีกฟากของถนนเมอร์คันท์ก็เห็นว่าเป็นอาคารพาณิชย์รุ่นเก่า ลักษณะตึกเป็นทรงโคโลเนียล 2-3 ชั้น ค่อนข้างเก่าแต่เขาทาสีไว้เป็นแถว พม่าทำเช่นนี้เพื่ออนุรักษ์ให้เป็นจุดขาย อาคารพาณิชย์เหล่านี้ประกอบธุรกิจตั้งแต่ขายเสื้อผ้า
เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านขายกระเป๋าและเป้แบบต่างๆ บนกันสาดและดาดฟ้าเต็มไปด้วยป้ายโฆษณา
มีทั้งป้ายไวนิล ป้ายนีออน นายแบบนางแบบใหม่แต่งกายด้วยชุดสากลแทนการนุ่งโสร่งและผ้านุ่ง ถนนนอกจากจะจอแจด้วยการจราจรแล้ว
คนพม่าออกมาเดินกันคึกคักตลอดทั้งวัน ผมเดินเข้าสู่ถนนสายที่ 36
จึงเริ่มสังเกตว่าหน้าอาคารมีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นระยะ ชาวย่างกุ้งไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ตลอด 24
ชั่วโมง
ไฟฟ้าจะมาเฉพาะช่วงเวลาเย็นและกลางคืนเท่านั้น หากจะทำธุรกิจ ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
ให้ไฟสว่างไสว ใช้คอมพิวเตอร์ได้ต้องลงทุนซื้อเครื่องปั่นไฟ
หากเดินไปไม่กี่คูหาผมมักเห็นบริการโทรศัพท์ให้บริการอยู่หน้าบ้าน ที่นี่ไม่มีตู้โทรศัพท์สาธารณะ
และเป็นไปได้ว่าระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังไปไม่ถึงคนทุกระดับ
ร้านค้าต่างโยงเครื่องโทรศัพท์ออกมาบนฟุตบาทเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า
ผมไม่ทราบว่าสนนราคาในพื้นที่และนอกพื้นที่เป็นเท่าไร
มีอีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือมีพระภิกษุแทรกอยู่ในทุกกิจกรรม
ผมประมาณด้วยสายตาว่าผมเห็นพระไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20
ของประชากรเลยทีเดียว
หนุ่มพม่าเมื่ออายุครบจะบวชเรียน
เขาบวชกันตั้งแต่เด็กเป็นเณรและบวชอีกครั้งหนึ่งตอนหนุ่ม เท่าที่ผมถามยุน
เขาบอกว่าระหว่างที่บวชก็เรียนหนังสือไปด้วย
สองข้างถนนที่36 มีแผงหนังสือเก่าให้เลือกหามากมาย ลักษณะแผงหนังสือที่นี่ไม่เหมือนแผงบ้านเราที่วางแบ อาจมีบางร้านที่วางแบ
แต่แผงที่ผมเห็นส่วนใหญ่เขาเป็นชั้นไม้
มีผู้คนไปเลือกหามากพอสมควร
มีทั้งหนังสือที่เป็นภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ เท่าที่พอรู้จะมีทั้งคณิตศาสตร์
คอมพิวเตอร์ ไวยากรณ์และบริหารธุรกิจ
ดูแล้วเป็นหนังสือเก่าที่ล้าสมัยหลายสิบปี
อากาศร้อนและผมยังไม่ได้ทานยาหลังอาหาร
ผมแวะที่ร้านแห่งหนึ่งในร้านเขาขายพวกของสังฆภัณฑ์
สตรีชาวจีนเจ้าของร้านอายุไม่เกิน 40 ปี
ออกมาถามว่าผมจะดื่มอะไร
ผมมองดูตู้แช่เห็นมีน้ำอัดลมและชาขวดที่กำลังนิยม มาพม่าทั้งทีขอดื่มอะไรที่เป็นของเขา ผมเลือกหาน้ำอัดลมพม่าแทนที่จะเลือกโค๊ก
แฟนต้าหรือสไปรท์
ได้น้ำมาขวดหนึ่งสีเหมือนน้ำมะนาวออกเหลืองอมเขียว
รสชาติคล้ายๆเมาเทนดิว เจ้าของร้านนำเก้าอี้ไร้พนักออกมาพร้อมกับเชื้อเชิญให้นั่ง ผมล้วงยาแก้อักเสบและยาคลายกล้ามออกมาใส่ปาก สายตาไล่มองไปเรื่อยๆถึงของในร้าน
และมองดูตู้แช่
มันคือตู้แช่น้ำเก็กฮวยสมัยผมเป็นเด็กๆนั่นแล ผมแทบไม่เห็นตู้แช่แบบนี้แล้วในกรุงเทพฯ
อาจพบเห็นบ้างตามต่างจังหวัด
 |
| รถเข็นผลไม้ |
 |
| มื้อเที่ยง เปิบแบบชาวพม่า |
 |
| แผงหนังสือข้างทาง |
 |
| เครื่องปั่นไฟริมฟุตบาท |
ดื่มน้ำดับกระหายเสร็จผมร่ำลาเจ้าของร้านออกเดินทางต่อมุ่งหน้าขึ้นทางทิศเหนือเลี้ยวซ้ายเข้าถนนมหาบัณฑูร ผ่านด้านข้างโบสถ์อิมมานุเอล
อยากเดินเข้าไปดูแต่เห็นเขาปิดเงียบแถมยังมีแขกเฝ้าด้านหน้า
เห็นว่าจะพูดเอาชนะจนแขกใจอ่อนน่าจะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากเกินจึงตัดใจข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อยลซิตีฮอล์ให้ชัดๆผมดูจากรูปเก่าๆจึงได้เห็นว่าซิตีฮอล์เขาเปลี่ยนมาหลายสีแล้ว
ตอนนี้เป็นสีม่วงอ่อนดูแล้วพิลึก
อาคารด้านหน้ามีมุขยื่นออกมาคล้ายสถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นตึกสามชั้น หลังคาเป็นปูนทำเป็นยอดปราสาทแบบพม่าที่เรียกกันว่าพญาธาตุ ออกแบบโดยนายอูถิ่น U Tin ผู้ออกแบบสถานีรถไฟเมืองย่างกุ้ง ศาลาว่าการฯหลังนี้เริ่มสร้างในสมัยอาณานิคมปี 1926 และเสร็จเรียบร้อยอีกสิบปีต่อมา ด้านหน้าฝั่งถนนมหาบัณฑูรปิดไว้ ผมเดินเลาะรั้วไปตามถนนมหาบัณฑูรการ์เดนท์จึงเห็นว่าด้านในเปิดทำการ มีตึกด้านในและมีสนาม ผู้คนเข้าออกพลุกพล่าน ดูท่าว่าจะเข้าไปถ่ายรูปยากเพราะต้องเดินผ่านช่องบังคับไม้กั้นเป็นรายคน
มียามคอยกันและซักถามผู้คนที่เข้าไปติดต่องาน
ไม่ลองก็ไม่รู้ แต่บังเอิญดูเวลาแล้วผมเลือกที่จะไม่ลอง อีกฟากของถนนเป็นตึกโบราณทรงโคโลเนียล
สวยงามมากทาสีส้มสลับเหลือง
เป็นตึกสองชั้น ที่หัวมุมถนนมียอดโดมบนหลังคาตึก
หลังคาผุมีรอยน้ำฝนไหลเซาะเป็นทาง
หน้าต่างหลุดร่องแร่ง บางบานมีบ้างไม่มีบ้าง
แต่เห็นเค้าความงาม
เขาเอาสังกะสีมาตีปิดเป็นรั้วตลอดแนวตึก
ผมไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อหรือแค่ทาสีให้ดูเป็นตึกอนุรักษ์
ได้แต่หวังว่าจะไม่ทาสีเขียวแปร๊ดทั้งตึกให้กินกันไม่ลงกับสีม่วงของอีกฟากหนึ่ง
ตึกโบราณหลังนี้เดิมเป็นห้างสรรพสินค้าของ
Rowe & Amp Co. Emporium เปิดทำการในปี 1910
นับเป็นห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น หลังจากที่พม่าได้รับอิสรภาพ
ตึกหลังนี้ใช้เป็นสำนักตรวจคนเข้าเมืองและปล่อยทิ้งร้างไว้เมื่ออพยพศูนย์ราชการไปที่เมืองใหม่ตั้งแต่ปี
2005
 |
| Rowe & Amp |
ตึกสองข้างทางที่ผมเดินมุ่งหน้าเพื่อออกไปตลาดสก็อตที่ถนนบ๊กยกอองซาน
เป็นอาคารพาณิชญ์
มีทั้งที่เป็นบ้านพักอาศัยและเป็นโกดังสินค้า สินค้าเท่าที่ผมเห็นได้แก่เครื่องใช้ไฟฟ้า
สายไฟและโคมนีออน
มีบางร้านขายเกมส์และคอมพิวเตอร์
ผมผ่านแม่ค้าและแม่บ้านกลุ่มหนึ่งกำลังเปิบมืออาหารมื้อบ่ายแก่ พอยกกล้องขึ้นเล็ง
สมาชิกในกลุ่มรีบเรียกเพื่อนให้มองกล้อง ส่งเสียงหัวเราะกันสนุกสนาน
เขาเชื้อเชิญให้ผมร่วมสำรับด้วย ผมฟังไม่ออกดอกแต่เดาได้จากสีหน้าและท่าทาง เลยจากจุดนั้นถนนค่อนข้างเงียบ ไม่มีรถผ่านไปมา
ผมเดินกลางถนนราวกับเป็นเจ้าของ
มีเสียงพ่อค้าหาบของไล่หลังให้ผมต้องหลบ
ผมกะไม่ถูกว่าเขาขายอะไร เป็นหาบขนาดใหญ่สานจากไม้ไผ่ น่าจะเป็นหาบเปล่า
ผมว่าผมเดินเร็วแล้วแต่เขาเดินเร็วกว่าผมหลายเท่าจนผมยกกล้องขึ้นเล็งและสาวเท้าออกวิ่งตามไม่ทัน ผมผ่านรถเข็นขายผลไม้คันหนึ่ง
รถแบบนี้ไม่มีในกรุงเทพแล้ว ผมคิดว่าผมเห็นครั้งสุดท้ายก่อนปี 2520
แน่นอน รถเข็นผลไม้แช่น้ำแข็ง
ทั้งคันประกอบด้วยไม้
ผมออกมาถึงหน้าถนนบ๊กยกอองซาน
เดินลัดเลาะไปทางตลาดบ๊กยกอองซานหรือตลาดสก็อต
ผ่านถนนซอยที่เต็มไปด้วยแผงขายหนังสือตำรา
ส่วนใหญ่เป็นหนังสือทางด้านบริหารธุรกิจและคอมพิวเตอร์
เลยมาถึงตลาดบ๊กยกอองซานใหม่ที่อยู่ตรงข้ามตลาดสก็อตจึงได้แวะเข้าไปดู คล้ายๆตลาดประตูน้ำผสมตลาดสดรุ่นโบราณ
คือปลูกเป็นโถงใหญ่ต่อเนื่องกันไป มุงด้วยสังกะสี
เขาก่อยกพื้นขึ้นมาสูงประมาณ 1 เมตรสำหรับจัดวางสินค้า จะได้เดินชมสินค้ากันง่ายๆ
แต่พ่อค้าแม่ขายใช้ยกพื้นดังกล่าวทำกิจกรรมของร้านกันต่างๆนานา มีร้านตัดเย็บเสื้อผ้า เขาตั้งและถีบจักรกันบนพื้นยกนั้นเลย
ร้านขายโสร่ง เสื้อผ้าโหลจากเมืองไทย กระเป๋าเป้แบบที่เรามักเห็นกันแถวประตูน้ำ
ที่ผมทึ่งคือร้านขายส่งยาที่มีคนมารอคิวซื้อกันสิบกว่าคิว มีร้านขายส่งยาเช่นนี้ 3-4 ร้าน เขามีตู้กระจกไม่กี่ตู้
นอกนั้นเป็นกล่องยาซ้อนเทินกันอยู่บนพื้นยก
เมียงมองเข้าไปในตู้กระจกมีเครื่องมือแพทย์จำหน่ายด้วย เช่น เครื่องวัดความดัน
มีเครื่องวัดน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผมข้ามสะพานลอยไปตลาดสก็อต Scott’s
market ตลาดนี้สร้างยุคอาณานิคมราวปี 1926 และให้ชื่อตามนายเจมส์
จอร์จ สก็อต James George Scott เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษผู้นำกีฬาฟุตบอลเข้ามาเผยแพร่ในพม่า
ภายหลังการประกาศเอกราชในปี 1948
จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นตลาดบ๊กยกอองซานเพื่อเป็นเกียรติแก่นายพลอองซานผู้นำการเรียกร้องอิสรภาพ
และมีการสร้างตลาดใหม่ขยายไปในพื้นที่อีกฟากของถนนในปี 1990 ผมข้ามกลับฝั่งตลาดเก่า ผ่านร้านรวงต่างๆที่มาในวันแรก หลังจากเดินวนอยู่หลายรอบเพื่อหาโปสการ์ดและหมายตาของที่จะซื้อกลับบ้านเป็นที่ระลึก ในที่สุดผมก็ได้ภาพโพสการ์ดที่เขาแปะไว้บนกระดาษแข็งอีกทีหนึ่ง
เกือบบ่ายสามโมง
ผมมีเวลาอีกไม่มาก
จึงตัดสินใจเรียกแท๊กซี่จากตลาดสก็อตให้ไปส่งที่ไปรษณีย์กลางที่ถนนสแตรนด์ Strand
Rd. อาคารไปรษณีย์กลางสร้างขึ้นในราวปี
1911 โดยสถาปนิกจอห์น เบกก์ John Begg ในยุคอาณานิคมให้เป็นทั้งที่ทำการไปรษณีย์และโทรเลข
เป็นอาคารสามชั้นทรงโคโลเนียล ก่อด้วยอิฐแดงทั้งหลัง กรอบประตูหน้าต่างโค้ง บันไดทางขึ้นอยู่ตรงกลางอาคาร
มีส่วนของซุ้มประตูยื่นออกมาความกว้างเท่ากับหน้าบันได
โครงหลังคาทำด้วยเหล็กหล่อหลังคาโปร่งแสงยื่นออกมาด้านนอกไว้บังแดดฝน เมื่อเข้าไปในอาคารชั้น 1 ส่วนหน้าเป็นโถง ทางซ้ายมือเป็นบันไดทางขึ้นชั้นสองและสาม
ถัดจากโถงเข้าไปเป็นห้องที่มีทางเดินตรงกลางขนาดใหญ่ทะลุไปถึงห้องสุดด้านในอาคาร สองข้างทางเดินเป็นเคาน์เตอร์สูงต่อปิด
และมีแนวลูกกรงเหล็กเปิดเป็นช่องไว้ติดต่องานลักษณะเหมือนโรงรับจำนำสมัยเก่า (ตอนเป็นเด็กผมเข้าออกโรงรับจำนำประจำ
เพราะคุณตาเป็นผู้จัดการโรงรับจำนำตรงถนนสามเสนติดคลองเทเวศน์)
เพดานสูงตามแบบอาคารโบราณจึงต้องห้อยโคมลงมาเพิ่มความสว่างนอกเหนือจากหน้าต่างสองข้างอาคาร บันไดขึ้นชั้นสองเป็นบันไดเหล็ก ราวบันไดเป็นเหล็กหล่อ ขนาดของหน้าบันไดกว้างประมาณ 2 เมตร พื้นบันไดเป็นแผ่นเหล็กหล่อแปลกตาดูขลังยิ่งนัก
สภาพห้องชั้นสองคล้ายกับด้านล่าง ทาผนังครึ่งล่างเป็นสีอิฐแดง
ส่วนครึ่งบนเป็นสีครีม เห็นบานประตูไม้สูงและหนาหนัก หน้าต่างเป็นหน้าต่างกระจกฝ้ากรอบไม้ กลอนประตูทำจากเหล็กหล่อ พื้นชั้นบนปูหินอ่อนสลับลายตาหมากรุก ผมมีเวลาไม่มากที่จะดูข้างในตึก
จุดประสงค์ของผมคือส่งไปรษณียบัตรให้ทันก่อนปิดทำการ เมื่อเข้าไปติดต่อเขาก็โยนเรื่องจากเคาน์เตอร์หนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง
จากชั้นหนึ่งไปชั้นสองแล้วกลับลงมาที่ชั้นหนึ่งอีก สุดท้ายคือบอกผมว่าส่งไม่ได้ปิดทำการแล้วทั้งที่ยังไม่สี่โมงเย็น ออกมาจากไปรษณีย์กลางผมข้ามถนนไปเดินเลียบแม่น้ำย่างกุ้ง เห็นผู้คน
พ่อค้าแม่ขายเข็นรถนำสินค้าตรงไปท่าเรือข้ามฟาก
ผมเดินไปอีกหน่อยก็เห็นเขากำลังสร้างทางขยายถนน ริมฝั่งน้ำเต็มไปด้วยโกดังสินค้าแบบเก่า
ก่อด้วยอิฐแดง
ส่วนฝั่งถนนที่ถัดมาจากไปรษณีย์เป็นส่วนราชการและที่ตั้งของโรงแรมเก่าแก่
ได้แก่ ศุลกสถาน, การท่าเรือ, ธนาคาร, โรงแรม เป็นต้น การวางผังเมืองย่างกุ้ง
และบริเวณติดแม่น้ำเป็นผลงานของนายแพทย์วิลเลียม มอนต์โกเมอรี Dr. William Montegomeri เขาเป็นแพทย์ทหาร
และเรียนรู้การวางผังเมืองจากเซอร์ สแตนฟอร์ด รัฟเฟิลส์ (Sir Stanford
Raffles) ผู้ว่าการเกาะสิงคโปร์
 |
| ศุลกสถาน |
 |
| ภายในไปรษณีย์กลาง |
โรงแรมสแตรนด์
Strand
hotel ตั้งอยู่บนถนนสแตรนด์ถัดมาจากที่ทำการไปรษณีย์กลาง
หันหน้าเข้าหาแม่น้ำย่างกุ้ง
สร้างมาตั้งแต่ปี 1896 โดยสองพี่น้องตระกูลซาร์กี้ Sarkies
ชื่อเอเวียต Aviet และ ไทกรัน ตามแบบสถาปัตยกรรมวิคตอเรียน โรงแรมเปิดทำการตั้งแต่ปี 1901 นับเป็นโรงแรมที่ทันสมัยและรู้จักกันดีในยุคนั้น โรงแรมถูกขายต่อไปอีกหลายครั้ง ญี่ปุ่นใช้ที่นี่เป็นกองบัญชาการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่
2
ปัจจุบันโรงแรมอยู่ในการบริหารงานของนักธุรกิจพม่าในลักษณะบูติคโฮเต็ล น่าเสียดายที่มีการขยายถนนจนติดโรงแรม
ทำให้พื้นที่สวนด้านหน้าหายไป ถัดมาเป็นการท่าแห่งประเทศ
Port Authority ลักษณะเป็นตึกในยุคโคโลเนียลเช่นกัน
มีขนาดใหญ่โต หัวมุมถนนการท่าฯคือถนนแพนโซแดน
Pansodan Rd. ฝั่งตรงข้ามมีตึกโคโลเนียลอีกหลังหนึ่งยอดโดม
เป็นที่ทำการธนาคารเพื่อเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศพม่า Myanmar Economic Bank ศุลกสถาน custom house เมืองย่างกุ้งตั้งอยู่บนถนนสแตรนด์ สายเลียบแม่น้ำย่างกุ้ง สร้างในปี 1915 ก่อด้วยอิฐแดง เป็นอาคาร 3 ชั้น
มียอดโดมอยู่ตรงกลางตั้งอยู่ริมแม่น้ำย่างกุ้ง สถาปนิกจอห์น เบกก์ Johm
Begg ชาวสก็อตเป็นผู้ออกแบบ
ผมเดินขึ้นไปตามถนนแพนโซแดน
และเลี้ยวเข้าสู่ถนนเมอร์คั่นมุ่งหน้าไปเขตชาวจีนและอินเดีย เมื่อถึงแยกถนนสายที่ 26
เต็มไปด้วยร้านรวงของชาวอินเดีย ที่หัวมุมมถนนสายที่ 26
มีต้นไม้ใหญ่ ที่โคนต้นเต็มไปด้วยแผ่นหินทรายรูปเทพเจ้า
มีคนมาคล้องมาลัยดอกดาวเรืองและจุดธูป ถนนฝั่งตรงข้ามริมฟุตบาทเนืองแน่นด้วยชาวอินเดียและชาวพม่านั่งล้อมวงจิบน้ำชาคุยกัน เกือบทั้งหมดเป็นผู้ชาย ผู้หญิงมีเฉพาะแม่ค้า
ของกินส่วนใหญ่เป็นของทอด เขาทอดบนเตาอั่งโล่ และสะเด็ดน้ำมันจากกระด้งข้างบนเหนือกะทะ เมื่อผมยกกล้องขึ้นเล็งพวกเขาก็ชี้มือส่งเสียงกันล้งเล้งให้มองกล้อง ผมบันทึกภาพเสร็จ ฉีกยิ้มและก้มศีรษะขอบคุณก่อนจะรีบเผ่นออกมา
แต่ดูจากสีหน้าแล้วเขาไม่ได้ว่าอะไร เขาคงเดาได้จากรอยยิ้ม
ท่าทีและการแต่งกายของผมว่าเป็นนักท่องเที่ยว
เดินขึ้นไปจนถึงถนนมหาบัณฑูร ผมผ่านศาลาธรรมของพวกยิวชื่อโมเซ เยชัว Moseah
Yeshua ทาด้วยสีเขียว
เขาปิดประตูเลยไม่ได้เข้าไปชมดูข้างใน
เคยมีชุมชนคนยิวขนาดใหญ่ในย่างกุ้ง ประมาณว่าไม่น้อยกว่าแสนคน แต่ปัจจุบันได้ลดจำนวนลงไปมาก บนถนนมหาบัณฑูรมีวัดแขกใหญ่โตชื่อวัดศรีศิวะ Sri
Siva จุดเด่นคือมีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้า บนถนนมหาบัณฑูรที่หน้าวัดเขากำลังทำฟุตบาท
จึงเดินด้วยความยากลำบาก
ฝนที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่บ่ายตอนนี้เทลงมาไม่ลืมหูลืมตาทำความลำบากให้กับผมไม่น้อย ดีที่ผมมีร่มเล็กติดตัวไว้ด้วย ผมใช้เวลาช่วงนี้สำรวจร้านรวงแถบนี้
พบว่าเกือบทั้งหมดเป็นกิจการของแขกอินเดีย
อาคารพาณิชย์ที่นี่หน้าแคบเพียง 3 เมตร
และเขาซอยห้องไว้แต่ละคูหาตื้นๆเพียง 3 เมตรเท่านั้น
มีทั้งที่เป็นร้านทอง ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า
ดูไปแล้วส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน มีร้านส่งนมวัว เขายังใช้ถังบรรจุอลูมิเนียมแบบปากสอบกันอยู่ พอฝนซาผมเดินขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปยังถนนชเวดากอง
ผมเห็นศูนย์การค้าเทนจีไซ Theingyi Zei plaza ดูภายนอกใหญ่โตพอกับห้างมาบุญครอง
แต่มีลักษณะเก่า กระจกติดฟิล์มสีชาดูมอมแมม
มองเข้าไปคล้ายๆกับศูนย์การค้าอินทรา
นาฬิกาบอกเวลาห้าโมงเย็น ผมคงไม่มีเวลาแวะแล้ว ผมวางแผนว่าจะกลับโรงแรม
แวะหาซื้อของกินแล้วกลับไปนอนแช่น้ำอุ่น
ผมต้องเตรียมตัวพูดพรุ่งนี้เช้าอีกรอบหนึ่ง ฝนยังไม่หยุดแต่พรำไปเรื่อยๆ ทุกสารทิศมีแต่คนและร่ม จัดการเก็บกล้องใส่กระเป๋า เท้าผมเดินมาทั้งวัน
อาการอักเสบกำลังจะกำเริบอีกแล้ว จากแผนที่โรงแรมผมอยู่ไม่ไกลจากตลาดบ๊กยกนัก
จึงคิดว่าจะเดินกลับโรงแรม
ข้ามถนนบ๊กยกอองซานผ่านด้านข้างตลาดสก็อต ผ่านวัดคาทอลิค โฮลีไตรนิตี้ (The Holy Trinity
church) ไปตามถนนชเวดากอง
พาโกดา ข้ามทางรถไฟแล้วเข้าสู่ถนนยอมินจี (Yaw
Min Gyi) ฝนเริ่มโปรยมาอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อยและเจ็บข้อเท้ามากขึ้น คิดว่าหากกลับไปถึงห้องคงลงมาทานข้าวไม่ไหวแล้ว เมื่อผ่านร้านขายขนมจึงแวะซื้อนมสองกล่อง โยเกิร์ตถ้วย
กาแฟสำเร็จรูป และขนมไข่หนึ่งถุงเป็นอาหารค่ำ ผมมาถึงโรงแรมฟ้ามืดพอดี
สอบถามที่เคาน์เตอร์เขาบอกว่าห้องทำเรียบร้อยแล้ว และเขานำกระเป๋าขึ้นไปไว้ที่ห้องให้แล้ว ผมพักอยู่ชั้นที่ 9 ผมเปิดน้ำร้อนเพื่อแช่ข้อเท้าที่ยังปวดอยู่
ระหว่างนั้นทำความสะอาดรองเท้าไปด้วย
อาหารค่ำคืนนั้นอร่อยไม่เบา
ดื่มนมหนึ่งกล่อง ต้มน้ำชงกาแฟเติมนมสดรับประทานกับขนมไข่ท้องถิ่นได้รสชาติดี และล้างปากด้วยโยเกิร์ต คืนนั้นอาบน้ำร้อนเสร็จเปลี่ยนเสื้อผ้ายังไม่หนึ่งทุ่มผมนำสิ่งที่จะต้องพูดพรุ่งนี้มาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง สองทุ่มครึ่งมีเสียงเคาะประตู
เพื่อนร่วมห้องผมมาจากเมืองไทย
เราทักทายกันหลังจากที่ไม่พบกันมา 6-7 ปี เป็นอันว่าหมดไปอีกหนึ่งวัน
 |
| Afternoon tea break ของชาวพม่า |
 |
| ศาลาธรรมยิว โมเซเยชัว |
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ผมทำงาน
ทุกอย่างผ่านไปด้วยความเรียบร้อยด้วยพระคุณของพระเจ้า หลังอาหารเที่ยง เราแวะไปเยี่ยมบริษัทฯของเพื่อนชาวพม่า เขาให้รถตู้พร้อมคนขับมาหนึ่งคัน ผมทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศน์พาเพื่อนร่วมงานสองคน
ชายหนึ่งหญิงอีกหนึ่ง
ทั้งสองท่านเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเจ้านายผมไปเที่ยว ผมพาพวกเขาไปวัดชอดาจี และวัดงาดาจี
เฝ้ารองเท้าให้ตอบแทนน้ำใจที่เขาช่วยเหลือผมอย่างดีในตอนเช้า และเราไปสิ้นสุดวันกันที่เจดีย์ชเวดากองตั้งแต่สี่โมงเย็น
นั่งดูฟ้าเปลี่ยนสีและเจดีย์ทองกันจนเกือบสองทุ่ม
วันนี้เป็นวันที่ฝนไม่ตก แดดดี ฟ้าเปิด
รถแท๊กซี่ยังส่งเราไม่ทันถึงโรงแรมดีฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก
ทำเอาแผนที่จะออกไปหาอาหารอร่อยทานกันต้องพับไป
เราไปเลือกแซนวิชที่ร้านเบเกอรีของโรงแรมเป็นอาหารค่ำ อย่างน้อยเราก็ได้ทานแซนวิชครึ่งราคา (เขาลดราคาหลังหนึ่งทุ่ม)
กับกาแฟร้อน
เจ้าหน้าที่ฝ่ายพม่านัดมารับเราที่โรงแรมตอนสองโมงเช้า พวกเราสามคนรีบลงมาทานอาหารเช้า เก็บกระเป๋าเตรียมพร้อมจะเช็คเอาท์ วันนี้เขาจะพาเราไปเที่ยววัดโบตาทาว วัดโบตาทาวอยู่ไม่ไกลจากไปรษณีย์กลาง เป็นวัดที่อยู่ติดแม่น้ำย่างกุ้ง บริเวณวัดใหญ่โตกว้างขวาง ถนนสองข้างทางไปวัดจอแจ
เต็มไปด้วยร้านและแผงขายดอกไม้ ของแก้บน เจดีย์ธาตุโบตาทาว สร้างขึ้นมาในยุคที่มอญปกครองแถบนี้เมื่อ
2500 ปีมาแล้วในยุคเดียวกับเจดีย์ซูเลพญา และเจดีย์ชในชเวดากอง เป็นที่รู้จักกันในชื่อมอญว่า ไจเดอัตต Kyaik-de-att เพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระเกศาธาตุของพระพุทธโคดมหรือพระโคตมะ
พุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่นเอง
ตำนานการสร้างเจดีย์โบตาทาว เริ่มจากการอัญเชิญพระเกศาของพระพุทธเจ้าในครั้งพุทธกาลมาจากอินเดีย เส้นหนึ่งเก็บไว้ที่นี่ เส้นที่เหลือนำไปบรรจุไว้ที่เจดีย์ชเวดากอง
ในครั้งนั้นมีนายทหารหนึ่งกองพันเป็นขบวนเกียรติยศอัญเชิญพระเกศากลับมา โบหมายถึงผู้นำหรือนายทหาร ตาทาวคือจำนวนนับหนึ่งพัน เจดีย์โบตาทาวเป็นที่เคารพศรัทธากันไม่เฉพาะในหมู่ชาวมอญเท่านั้น ยังสืบต่อมาเมื่อพม่าหรือพุกามเข้ามามีอำนาจเหนือแถบนี้มาจนทุกวันนี้ ในสงครามโลกครั้งที่สอง วัดโบตาทาวเสียหายจากการทิ้งระเบิด
สิ่งปลูกสร้างต่างๆที่เห็นอยู่ทุกวันนี้สร้างขึ้นใหม่
การสร้างวัดในครั้งนั้นเกิดขึ้นทันทีที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษในวันที่
4 มกราคม 1948
 |
| สระบัวในวัดโบตาทาว |
 |
| พระพุทธรูปมัณฑเลย์ในวิหารวัดโบตาทาว |
ิ
ทางวัดสร้างหลังคาคลุมทางเดินตั้งแต่หน้าประตูวัดไปถึงเจดีย์ ศาลาปิดทองประดับกระจกและไฟกระพริบสวยงามแบบพม่า เชยๆเหมือนวัดต่างจังหวัดของเรา เขาเขียนภาพตำนานการอัญเชิญพระธาตุไว้ประดับไว้ที่ลายคอสอง การเขียนจิตรกรรมของพม่าเป็นฝีมือช่างถิ่น
เขียนแบบหยาบๆ ในเรื่องจิตรกรรมไทยยุครัตนโกสินทร์เขียนได้งดงามกว่ามาก เจดีย์โบตาทาว เป็นเจดีย์ทรงมอญก่ออิฐถือปูนสูง
40 เมตร ทาด้วยสีทอง ภายในเจดีย์แบ่งเป็นห้องๆ แต่ละห้องบุผนังด้วยทองคำดุนลาย มีตู้กระจกวางพระพุทธรูปโบราณให้ผู้คนไปสักการะ
ตอนกลางเป็นห้องโถงบุทองตั้งบุษบกประดิษฐานพระเกศาธาตุและพระธาตุอีกสององค์ มีเพียงช่องหน้าต่างเล็กๆติดลูกกรงให้พุทธศาสนิกชนยื่นหน้าเข้าไปมองและสักการะ
ผู้ที่มานมัสการพระธาตุต่างโยนเงินเข้าไปทำบุญทางช่องหน้าต่างดังกล่าว ผมต้องรอจังหวะที่คนน้อยเข้าไปต่อคิวเพื่อยื่นกล้องเข้าไปถ่ายรูป
 |
| ห้องภายในเจดีย์โบตาวทาว |
จากเจดีย์โบตาทาว ผมเดินไปทางลานด้านขวามือผ่านเจดีย์หกเหลี่ยมที่ข้างในมีพระเขี้ยวแก้วในครอบเจดีย์แก้วและพระพุทธรูปตั้งอยู่
6 ทิศ ข้างเจดีย์มีระฆังขนาดมหึมา ด้านในระฆังเต็มไปด้วยการขีดเขียนชื่อของนักท่องเที่ยว ลานวัดทั้งหมดปูด้วยกระเบื้อง เป็นกระเบื้องหลากแบบหลากสีแล้วแต่ที่จะมีใครถวายวัดมา กระเบื้องเปียกน้ำฝนลื่นมากๆ มีผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมากกำลังช่วยกันขัดพื้นกระเบื้องและล้างลานวัด สุดลานวัดเป็นวิหาร หน้าวิหารมีเสาหงส์ วิหารที่นี่เป็นตึกแบบฝรั่ง บนหลังคาตึกมีเจดีย์ยอดแหลม พระพุทธรูปข้างในปิดทองอร่ามแบบมัณฑเลย์ ตามประวัติอัญเชิญมาจากพระราชวังในกรุงมัณฑเลย์ ปี 1885 อังกฤษได้นำไปไว้ที่เมืองกัลกัตตาและนำกลับประเทศอังกฤษ
ภายหลังรัฐบาลพม่าขอคืนและนำกลับมาไว้ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง
ซุ้มบัลลังค์แกะสลักไม้ปิดทองงดงามมาก ฝีมือแกะไม้ของช่างพม่าเหนือกว่าช่างไทย เขาวางดอกไม้ประดิษฐ์และไฟกระพริบที่โต๊ะหมู่ข้างหน้า มีคนนำเครื่องสักการะทั้งดอกไม้ธูปเทียน ผลไม้มาวางไว้ไม่ขาดสาย
ผมเดินย้อนกลับไปอีกด้านหนึ่งของเจดีย์โบตาทาว
ด้านนี้มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่
และมีการขุดสระน้ำ เขาทำสะพานข้ามไปศาลากลางน้ำ ในสระน้ำมีเต่าและปลา มีการตั้งโต๊ะขายอาหารเลี้ยงปลาและเต่า ในสระมีดอกบัวหล่อจากซีเมนต์ ศาลากลางน้ำแบ่งเป็น 3 ห้อง
เป็นที่ประดิษฐานของเทพารักษ์ หนึ่งคือเทพทันใจ มีคนไปสักการะขอพรบนบานสานกล่าวต่อคิวกันยาว รูปปั้นเทพทันใจอยู่ในท่ายืนยกมือขวาขึ้นเสมอไหล่ชี้นิ้วไปเบื้องหน้า คนที่มาแก้บนจะนำของแก้บนมาเป็นกระจาด
ประกอบด้วยมะพร้าว ร่มและช่อดอกไม้
จะมีร่างทรงรับจ้างช่วยทำพิธีให้
เสร็จพิธีผู้ที่มาแก้บนจะเอาหน้าผากไปชนปลายนิ้วที่ชี้ออกมา คงมีคนมาบนบานสานกล่าวมากมายเพราะผมเห็นสีที่ปลายนิ้วลอก อีกห้องหนึ่งเป็นห้องเทพารักษ์หรือโบโบยี
ซึ่งเป็นเทพปกปักรักษาวัด
อีกห้องเป็นพระนางสุรัสวดีทรงนกยูง
ผมออกจากศาลกลางน้ำเดินตัดลานวัดลึกเข้าไปอย่างระมัดระวังจนสุดริมแม่น้ำย่างกุ้ง ตำแหน่งนี้มีพระพุทธรูปทองสำริดกลางแจ้งขนาดใหญ่มหึมา ยกพระหัตถ์จรดนิ้วโป้งและนิ้วชี้แบบวิทาคะมุทระ
ในความหมายของการสั่งสอน
ผมรีบกลับออกมาที่ทางเดินด้านหน้าเพราะเลยเวลานัดหมายมาพอสมควร รถมารับเราไปตลาดสก็อตเพื่อซื้อของที่ระลึก ผมเลือกซื้อตุ๊กตาไม้หุ่นชักตายายมาหนึ่งคู่ แม่เหล็กไม้ฉลุรูปเจดีย์ชเวดากองและพวงกุญแจจากเด็กที่มาตามตื้อ ซื้อโปสการ์ดอีกหนึ่งชุด
ผมเปลี่ยนใจไม่ซื้อภาพสีน้ำมันฝีมือชาวพม่าเพราะนึกไม่ออกว่าจะไปติดตรงไหนของผนังบ้าน มันไม่เหลือที่ว่างให้ผมทำอะไรได้แล้ว เรากลับมาเก็บของลงกระเป๋าที่โรงแรมและเช็คเอาท์
รถพาเราไปส่งที่ภัตตาคารจีนซินกอน
Sin Gone
หุ้นส่วนการค้าชาวสิงคโปร์รอทานอาหารกับเราที่นั่น ภัตตาคารนี้อยู่ติดกับทะเลสาบกันดอจี Kandawgyi
lake หลังอาหารมื้อเที่ยงที่แสนเอร็ดอร่อย
เราออกมาเดินเล่นในสวนสาธารณะ
ทะเลสาปกันดอจีเป็นหนึ่งในสองทะเลสาปใหญ่กลางเมืองย่างกุ้ง เป็นสระขุด น้ำลึกเพียง 0.5-1 ม.
เท่านั้น น้ำในทะเลสาปนี้ส่งมาจากทะเลสาปอินยา
(Inya lake) ทะเลสาปนี้เป็นแหล่งน้ำสำคัญส่งผ่านระบบท่อประปาไปเลี้ยงเมืองในยุคอาณานิคม สวนสาธารณะที่นี่คล้ายสวนลุมพินี คือตรงกลางเป็นทะเลสาป รอบๆเป็นทางเดินออกกำลังกาย มีเส้นทางเดินคดเคี้ยวเลาะไปตามริมน้ำ หนุ่มสาวเข้ามาพักผ่อนไม่น้อย มีนักเรียนเข้ามาร้องเพลงเล่นกีตาร์กันเป็นกลุ่มๆ เขาสร้างเรือขนาดใหญ่ไว้กลางน้ำ หัวเรือเป็นนกการะเวก บนเรือสร้างอาคารทรงปราสาทไว้
ใช้เป็นภัตตาคารกลางน้ำ เรือทั้งลำเป็นคอนกรีตทาด้วยสีทอง
หลังอาหาร
เขาพาเราไปอพาร์ทเมนต์ของเขาเพื่อดื่มกาแฟรอเวลาเครื่องบิน จากห้องพักเราสามารถมองเห็นเจดีย์ชเวดากองเหนือแนวต้นไม้และหลังคา สามโมงครึ่งเรามาถึงสนามบิน มีเวลาให้เตร็ดเตร่มากมาย การเช็คอินไม่ได้ยุ่งยาก ค่าภาษีสนามบินรวมอยู่ในค่าตั๋วเครื่องบินแล้ว
เราไม่ได้ใช้แบงค์สิบดอลลาร์ใหม่ที่ห้ามมีรอยพับ
ร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินมีเพียง2 ห้อง ที่เหลือเป็นเคาน์เตอร์ ผนังด้านหนึ่งเขียนเป็นชีวิตและวัฒนธรรมชาวพม่า การเดินทางมาย่างกุ้งของผมกำลังจะสิ้นสุดลง เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานตื่นเต้น แม้ว่าผมจะพบกับฝนที่ตกไม่ลืมหูลืมตา ข้อเท้าผมจะแพลง ถึงผมจะสื่อสารกับผู้คนที่นี่ได้อย่างจำกัด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้ผมขาดความสนุกสนานและดับความกระหายที่จะเรียนรู้จักความเป็นไปและวัฒนธรรมของชาวพม่าไปได้ ความสุขของผมอยู่ที่การมองข้ามอุปสรรคและค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่
เรียนรู้และทำตัวให้คุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า อุปสรรคเมื่อเกิดขึ้นแล้วมันก็ผ่านไป มีวันที่ฟ้าเปิดและมีวันที่ฟ้าปิด ทุกคนที่อยู่ภายใต้ฟ้านี้น่าจะคุ้นเคยกับการดำรงอยู่แบบนี้ มันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เราจำความได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น