เมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องนิคอน
F80 ผมมีเลนซ์เทเลโฟโตหนึ่งตัวคือ AF 75-300mm. f3.5-5.6D Macro เป็นเลนซ์ที่ดีพอสมควร คมชัดและโครงสร้างภายในกระบอกเลนซ์เป็นโลหะแข็งแรง
ค่อนข้างหนักและเทอะทะเพราะเป็นซูมชัก
ผมนำมาใช้ไม่ถึง 10 ครั้งก็เข้ามาเล่นกล้องดิจิตัล ผมนำมาทดลองใช้กับกล้องดิจิตัลดูพบว่าช่องมองภาพไม่ค่อยสว่างนัก
โฟกัสยาก เมื่อเร็วๆนี้ผมเห็นเขาประกาศขายเลนซ์ซูม
AF 80-200mm. f2.8 เกิดความสนใจขึ้นมาว่ามันใช้งานได้ดีเพียงใด จัดการนำกล้องฟูลเฟรมไปขอที่ร้านทดลองระหว่าง AF
80-200 f2.8 และ AF 70-200 f2.8 VR หากไม่คำนึงถึง VR
กล้องทั้งสองทำงานได้ใกล้เคียงกัน หนักพอกัน ผมกลับรู้สึกว่าความยาวของเลนซ์ต่อให้มีระบบVR การขยับเพียงเล็กน้อยมีผลมากกว่าเลนซ์เทเลขนาดสั้นจน VR ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ราคาเลนส์ AF
70-200mm. ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด พอจะซื้อเลนซ์ AF 80-200mm. ถึง 3 ตัว ในที่สุดผมก็ได้เลนซ์ AF
Nikkor 80-200mm. f2.8D ED IF มาไว้ใช้งานหนึ่งตัว
นิคอนเริ่มผลิตเลนซ์เทลซูมระยะกลางอย่าง
80-200 f2.8 มาตั้งแต่ปี 1985
ซึ่งเป็นเลนซ์ช่างภาพมืออาชีพต่างมีไว้ใช้งาน เลนซ์ในรุ่นแรกๆเป็นซูมแบบชัก
ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นการหมุนซูมและออกแบบให้เป็นการปรับโฟกัสภายในกระบอกเลนซ์
แต่ไม่มีวงแหวน (collar) ติดตรึงกับขาตั้ง (รุ่นปี 1993-1997) เลนซ์ซูมที่ผมซื้อมานี้เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมา ออกวางตลาดในยุคกล้องฟิล์มก่อนเข้ายุคดิจิตัล
(ปี 1997) ต่อมาในปี 1999 นิคอนได้ออกซูม 80-200 มม.
อีกรุ่นโดยใส่มอเตอร์ช่วยโฟกัสลงไปเป็น AF-S 80-200mm. f2.8D ED IF เลนซ์รุ่นใหม่นี้หนักกว่าเดิมและมีปัญหาที่มอเตอร์โฟกัสชำรุดง่ายจนนิคอนต้องเลิกผลิตไป
(ปี2003) ในที่สุดเหลือแต่ AF-D
80-200mm. ในหมู่ผู้เล่นนิคอนจะเรียกรุ่นนี้ว่า 80-200
2.8D ED มีคอลลาร์ เป็นเลนซ์ที่ยังอยู่สายการผลิตและวางจำหน่ายในท้องตลาดจนถึงทุกวันนี้แม้ว่านิคอนจะออกซูมทับช่วงกันออกมาเช่น
AF-S 70-200mm. f2.8D VR ก็ตาม
AF
Nikkor 80-200mm. f2.8D IF ED เป็นเลนซ์ที่มีความสว่างสามารถเปิดหน้ากล้องได้ถึง f2.8 จึงเหมาะแก่การถ่ายภาพบุคคลเพราะทำให้ตัวแบบเด่น เหมาะจะใช้กับกล้อง FX
ฟูลเฟรมและสามารถใช้กับกล้อง DX ที่มีมอเตอร์โฟกัสบนตัวกล้อง
เช่น D50, D90, D7000 และ D300
เทียบเท่ากับการซูมในช่วง 120-300 มม. เป็นเลนซ์ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น
กระบอกเลนซ์ทำด้วยโลหะ เนื่องจาก
80-200/2.8
ไม่มีมอเตอร์ในกระบอกเลนซ์การปรับโฟกัสอาศัยมอเตอร์ขับเคลื่อนจากตัวกล้อง กล้องรุ่นเล็กจึงโฟกัสได้ช้ากว่ากล้องใหญ่เช่นกล้องมืออาชีพ รหัส D
คือเลนซ์ที่มีระยะห่างจากระนาบฟิล์มถึงวัตถุซึ่งเป็นประโยชน์ในการคำนวณระยะแฟลชและมีวงแหวนปรับรูรับแสงบนกระบอกเลนซ์ ส่วนชิ้นเลนซ์ ED หรือ extra-low
dispersion
ช่วยแก้การกระจายแสงขาวในชิ้นเลนซ์จึงลดการเหลื่อมของสีทำให้ภาพคมชัดขึ้น
![]() |
| เข้มคมด้วยฮูด HB-7 |
80-200/2.8D ประกอบด้วยชิ้นเลนซ์ 16
ชิ้น จัดไว้เป็น 11 กลุ่ม
มีชิ้นเลนซ์ที่เป็น ED ถึง 3
ชิ้น ลักษณะของการปรับโฟกัสเป็นการเคลื่อนชิ้นเลนซ์ภายในกระบอก ชิ้นเลนซ์จะเคลื่อนหมุนเข้าออกอยู่ข้างใน การสวมฟิลเตอร์ทำที่ปากกระบอก ซึ่งใช้ฟิลเตอร์ขนาด
77 มม. มีรูรับแสงกว้างที่สุด 2.8
ในทุกช่วงซูมและแคบสุดที่ f22 ควบคุมรูรับแสงด้วยใบชัตเตอร์ตรง 9 ใบ รูรับแสงเป็นเหลี่ยมไม่กลม มีมุมรับภาพบนกล้อง FX
ในช่วง 30.2° - 12.3º และ 20° - 8° บนกล้อง DX
สามารถโฟกัสให้ชัดได้ที่ระยะใกล้ที่สุด 1.5 ม. คิดเป็นอัตราขยาย 1:1.5.9 ที่ 200มม. และ 1:14 ที่ระยะซูม 80มม. เลนซ์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
87 มม. (3.4 นิ้ว) ยาว 187 มม. (7.4 นิ้ว)
หนัก 1,300 ก.
ใช้ฮูดหมุนเข้าสลัก HB-7
![]() |
| tripod collar ชนิดถอดไม่ได้ |
![]() |
| วงแหวนซูมและวงแหวนโฟกัสแยกจากกัน แหวนตรึงขาตั้งกล้องทำจากโลหะล้วน |
![]() |
| เมาท์โลหะ, มีแหวนปรับรูรับแสง, ตัวเลขบอกค่าทางยาวโฟกัส, วงแหวนปรับตั้งการโฟกัสแบบ A และ M, สวิทซ์เลือกรอบการโฟกัสแบบ full และ limit |
![]() |
| สวิทซ์ full ทำให้สามารถโฟกัสได้ตั้งแต่ระยะอนันต์ถึง M (1.5 ม.) |
นิคอนออกแบบเลนซ์ไว้ดีเยี่ยม
ตำแหน่งการจับกระบอกเลนซ์ได้สมดุลย์ของน้ำหนักที่ดี
รวมทั้งเป็นตำแหน่งที่สามารถหมุนปรับเลือกการโฟกัสอัตโนมัติหรือโฟกัสแบบหัตถกิจได้สดวก นอกจากนี้มีวงแหวนโลหะยึดขาตั้งกล้องไว้ให้บนกระบอกเลนซ์ด้วย เป็นวงแหวนชนิดตรึงถาวรถอดออกไม่ได้ ความรู้สึกหนักแน่นไม่เหมือนเลนซ์กระบอกพลาสติกรุ่นใหม่ของนิคอนเพราะกระบอกและเฟืองขับทั้งหมดเป็นโลหะจึงแข็งแรงต่อการกระทบกระทั่งในระดับหนึ่ง
(ห้ามโยนเล่นทำหล่น)
จุดอ่อนของกระบอกเลนซ์อยู่ที่วงแหวนเลือกการทำงานอัตโนมัติหรือหัตถกิจนั้นแตกง่าย ผลการทดสอบในแล็ปของหลายท่านคล้ายกัน คือ ที่ทุกช่วงซูม มีความคมชัดในระดับดียอดเยี่ยมกลางภาพตั้งแต่
f2.8-f22 ความคมชัดที่ขอบภาพลดลงตามลำดับ พบว่าที่ระยะ 135-200 มม.
ความคมชัดที่ขอบภาพอยู่ในระดับดีมาก และดีมากขึ้นเมื่อลดรูรับแสงลงตั้งแต่ f4
และดียอดเยี่ยมเมื่อปรับรูรับแสงแคบลง ความบิดเบือนที่ขอบภาพปานกลาง 0.33% ที่ระยะซูม 80 มม. และบิดเบือนแบบป่องกลาง (pincushion) 0.77% หากซูมไปที่ระยะ 200 มม. มีลักษณะขอบภาพมืดที่ระยะซูม 200มม. อาการขอบภาพมืดน้อยที่สุดที่ระยะซูม
105มม. อาการมืดขอบภาพบนกล้อง DX ดีกว่าเพราะเป็นการตัดขอบภาพออกไป
การเปิดรูรับแสงให้แคบลงเหลือ f5.6
ช่วยลดอาการมืดขอบภาพลงได้เมื่อซูมที่ระยะ 200 มม. อาการขอบภาพมืดหายไปเมื่อเปิดรูรับแสง f4 ที่ระยะซูม 80-135 มม. ความคลาดสี (color aberration) ที่ขอบภาพต่ำที่ระยะ 135 มม. แต่กลับมีขยายมากขึ้นที่ระยะซูม 80 มม. และ
200 มม. ความคลาดสีจะต่ำที่รูรับแสงกว้าง f2.8 โบเก้ค่อนข้างแตกต่างจากเลนซ์ยุคใหม่ที่ใบชัตเตอร์โค้งเพื่อให้รูรับแสงกลม ดังนั้น เวลาที่ถ่ายภาพสะท้อนแสงอาทิตย์จะให้แสงสะท้อนเป็นแฉกดาว 80-200/2.8D
เป็นเลนซ์ที่ใช้สนุกมากตัวหนึ่ง
สามารถถือบันทึกภาพได้หากใช้ความไวแสงตั้งแต่ ISO400
ขึ้นไป ภาพที่ได้คมชัดทุกขนาดรุรับแสง
และคมชัดมากตั้งแต่ f5.6 ขึ้นไป สามารถถ่ายทอดสีสันสดใสและคอนทราสต์ดีสมชื่อนิคอน การเปิดรูรับแสง
f2.8 ทำให้ได้ตัวแบบที่โดดเด่นแยกจากฉากหลัง มีคำแนะนำที่บอกต่อกันมาว่า
ควรสวมฟิลเตอร์ติดหน้าเลนซ์ตลอดเวลาเพื่อป้องกันฝุ่นลอดเข้าภายในกระบอกเลนซ์เนื่องจากไม่ใช่ระบบ
IF แท้
แต่เป็นการยื่นปากกระบอกออกมาพ้นเลนซ์ชิ้นหน้า ฟิลเตอร์จึงติดอยู่กับกระบอกแทนที่จะติดและหมุนไปกับเลนซ์ที่อยู่ลึกเข้าไป
![]() |
| เกลียวฟิลเตอร์อยู่ที่ปลายกระบอกเลนซ์ แยกจากชุดเลนซ์ที่ขยับเคลื่อนอยู่ภายในกระบอกโลหะ |
ข้อแตกต่างจาก
AF-S 70-200/2.8 VR II คือมีน้ำหนักที่เบากว่า ลักษณะของโบเก้แตกต่างกัน ความไวในการโฟกัสช้ากว่าประมาณ
80% เนื่องจากไม่มี SWM มอเตอร์ในกระบอกเลนซ์ คุณภาพของภาพไม่แตกต่างกัน และราคาที่ต่างกันเกือบ 3
เท่า ราคาจำหน่าย 80-200/2.8D จากศูนย์ฯในประเทศไทยอยู่ที่ 32,900 บาท ราคาในตลาดมือสองประมาณ 20,000-22,000 บาท



















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น