วันอังคาร, กันยายน 18, 2555

AF zoom Nikkor 80-200mm. f2.8D ED IF


เมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องนิคอน F80 ผมมีเลนซ์เทเลโฟโตหนึ่งตัวคือ AF 75-300mm. f3.5-5.6D Macro  เป็นเลนซ์ที่ดีพอสมควร คมชัดและโครงสร้างภายในกระบอกเลนซ์เป็นโลหะแข็งแรง ค่อนข้างหนักและเทอะทะเพราะเป็นซูมชัก  ผมนำมาใช้ไม่ถึง 10 ครั้งก็เข้ามาเล่นกล้องดิจิตัล  ผมนำมาทดลองใช้กับกล้องดิจิตัลดูพบว่าช่องมองภาพไม่ค่อยสว่างนัก โฟกัสยาก  เมื่อเร็วๆนี้ผมเห็นเขาประกาศขายเลนซ์ซูม AF 80-200mm. f2.8   เกิดความสนใจขึ้นมาว่ามันใช้งานได้ดีเพียงใด  จัดการนำกล้องฟูลเฟรมไปขอที่ร้านทดลองระหว่าง AF 80-200 f2.8 และ AF 70-200 f2.8 VR    หากไม่คำนึงถึง VR กล้องทั้งสองทำงานได้ใกล้เคียงกัน  หนักพอกัน  ผมกลับรู้สึกว่าความยาวของเลนซ์ต่อให้มีระบบVR การขยับเพียงเล็กน้อยมีผลมากกว่าเลนซ์เทเลขนาดสั้นจน VR ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก  ราคาเลนส์ AF 70-200mm. ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด พอจะซื้อเลนซ์ AF 80-200mm. ถึง 3 ตัว   ในที่สุดผมก็ได้เลนซ์ AF Nikkor 80-200mm. f2.8D ED IF มาไว้ใช้งานหนึ่งตัว


นิคอนเริ่มผลิตเลนซ์เทลซูมระยะกลางอย่าง 80-200 f2.8 มาตั้งแต่ปี 1985  ซึ่งเป็นเลนซ์ช่างภาพมืออาชีพต่างมีไว้ใช้งาน  เลนซ์ในรุ่นแรกๆเป็นซูมแบบชัก  ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นการหมุนซูมและออกแบบให้เป็นการปรับโฟกัสภายในกระบอกเลนซ์ แต่ไม่มีวงแหวน (collar) ติดตรึงกับขาตั้ง  (รุ่นปี 1993-1997)    เลนซ์ซูมที่ผมซื้อมานี้เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมา  ออกวางตลาดในยุคกล้องฟิล์มก่อนเข้ายุคดิจิตัล (ปี 1997)    ต่อมาในปี 1999  นิคอนได้ออกซูม 80-200 มม. อีกรุ่นโดยใส่มอเตอร์ช่วยโฟกัสลงไปเป็น AF-S 80-200mm. f2.8D ED IF   เลนซ์รุ่นใหม่นี้หนักกว่าเดิมและมีปัญหาที่มอเตอร์โฟกัสชำรุดง่ายจนนิคอนต้องเลิกผลิตไป (ปี2003)  ในที่สุดเหลือแต่ AF-D 80-200mm.  ในหมู่ผู้เล่นนิคอนจะเรียกรุ่นนี้ว่า 80-200 2.8D ED มีคอลลาร์   เป็นเลนซ์ที่ยังอยู่สายการผลิตและวางจำหน่ายในท้องตลาดจนถึงทุกวันนี้แม้ว่านิคอนจะออกซูมทับช่วงกันออกมาเช่น AF-S 70-200mm. f2.8D VR ก็ตาม

AF Nikkor 80-200mm. f2.8D IF ED  เป็นเลนซ์ที่มีความสว่างสามารถเปิดหน้ากล้องได้ถึง f2.8 จึงเหมาะแก่การถ่ายภาพบุคคลเพราะทำให้ตัวแบบเด่น  เหมาะจะใช้กับกล้อง FX ฟูลเฟรมและสามารถใช้กับกล้อง DX ที่มีมอเตอร์โฟกัสบนตัวกล้อง เช่น D50, D90, D7000 และ D300  เทียบเท่ากับการซูมในช่วง 120-300 มม.   เป็นเลนซ์ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น กระบอกเลนซ์ทำด้วยโลหะ  เนื่องจาก 80-200/2.8 ไม่มีมอเตอร์ในกระบอกเลนซ์การปรับโฟกัสอาศัยมอเตอร์ขับเคลื่อนจากตัวกล้อง  กล้องรุ่นเล็กจึงโฟกัสได้ช้ากว่ากล้องใหญ่เช่นกล้องมืออาชีพ   รหัส D คือเลนซ์ที่มีระยะห่างจากระนาบฟิล์มถึงวัตถุซึ่งเป็นประโยชน์ในการคำนวณระยะแฟลชและมีวงแหวนปรับรูรับแสงบนกระบอกเลนซ์  ส่วนชิ้นเลนซ์ ED หรือ extra-low dispersion ช่วยแก้การกระจายแสงขาวในชิ้นเลนซ์จึงลดการเหลื่อมของสีทำให้ภาพคมชัดขึ้น

เข้มคมด้วยฮูด HB-7
80-200/2.8D  ประกอบด้วยชิ้นเลนซ์ 16 ชิ้น จัดไว้เป็น 11 กลุ่ม  มีชิ้นเลนซ์ที่เป็น ED ถึง 3 ชิ้น   ลักษณะของการปรับโฟกัสเป็นการเคลื่อนชิ้นเลนซ์ภายในกระบอก   ชิ้นเลนซ์จะเคลื่อนหมุนเข้าออกอยู่ข้างใน  การสวมฟิลเตอร์ทำที่ปากกระบอก ซึ่งใช้ฟิลเตอร์ขนาด 77 มม.    มีรูรับแสงกว้างที่สุด 2.8 ในทุกช่วงซูมและแคบสุดที่ f22   ควบคุมรูรับแสงด้วยใบชัตเตอร์ตรง 9 ใบ  รูรับแสงเป็นเหลี่ยมไม่กลม   มีมุมรับภาพบนกล้อง FX ในช่วง 30.2° - 12.3º  และ 20° - 8° บนกล้อง DX   สามารถโฟกัสให้ชัดได้ที่ระยะใกล้ที่สุด 1.5 ม.  คิดเป็นอัตราขยาย 1:1.5.9 ที่ 200มม. และ 1:14 ที่ระยะซูม 80มม.    เลนซ์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 87 มม. (3.4 นิ้ว)  ยาว 187 มม. (7.4 นิ้ว)  หนัก 1,300 ก.   ใช้ฮูดหมุนเข้าสลัก  HB-7
tripod collar ชนิดถอดไม่ได้

วงแหวนซูมและวงแหวนโฟกัสแยกจากกัน   แหวนตรึงขาตั้งกล้องทำจากโลหะล้วน

เมาท์โลหะ, มีแหวนปรับรูรับแสง, ตัวเลขบอกค่าทางยาวโฟกัส, วงแหวนปรับตั้งการโฟกัสแบบ A และ M, สวิทซ์เลือกรอบการโฟกัสแบบ full และ limit
สวิทซ์ full ทำให้สามารถโฟกัสได้ตั้งแต่ระยะอนันต์ถึง M (1.5 ม.)

นิคอนออกแบบเลนซ์ไว้ดีเยี่ยม  ตำแหน่งการจับกระบอกเลนซ์ได้สมดุลย์ของน้ำหนักที่ดี รวมทั้งเป็นตำแหน่งที่สามารถหมุนปรับเลือกการโฟกัสอัตโนมัติหรือโฟกัสแบบหัตถกิจได้สดวก    นอกจากนี้มีวงแหวนโลหะยึดขาตั้งกล้องไว้ให้บนกระบอกเลนซ์ด้วย  เป็นวงแหวนชนิดตรึงถาวรถอดออกไม่ได้   ความรู้สึกหนักแน่นไม่เหมือนเลนซ์กระบอกพลาสติกรุ่นใหม่ของนิคอนเพราะกระบอกและเฟืองขับทั้งหมดเป็นโลหะจึงแข็งแรงต่อการกระทบกระทั่งในระดับหนึ่ง (ห้ามโยนเล่นทำหล่น)  จุดอ่อนของกระบอกเลนซ์อยู่ที่วงแหวนเลือกการทำงานอัตโนมัติหรือหัตถกิจนั้นแตกง่าย   ผลการทดสอบในแล็ปของหลายท่านคล้ายกัน คือ  ที่ทุกช่วงซูม มีความคมชัดในระดับดียอดเยี่ยมกลางภาพตั้งแต่  f2.8-f22   ความคมชัดที่ขอบภาพลดลงตามลำดับ  พบว่าที่ระยะ 135-200 มม. ความคมชัดที่ขอบภาพอยู่ในระดับดีมาก และดีมากขึ้นเมื่อลดรูรับแสงลงตั้งแต่ f4 และดียอดเยี่ยมเมื่อปรับรูรับแสงแคบลง   ความบิดเบือนที่ขอบภาพปานกลาง 0.33% ที่ระยะซูม 80 มม.   และบิดเบือนแบบป่องกลาง (pincushion) 0.77% หากซูมไปที่ระยะ 200 มม.   มีลักษณะขอบภาพมืดที่ระยะซูม 200มม.  อาการขอบภาพมืดน้อยที่สุดที่ระยะซูม 105มม.   อาการมืดขอบภาพบนกล้อง DX ดีกว่าเพราะเป็นการตัดขอบภาพออกไป  การเปิดรูรับแสงให้แคบลงเหลือ f5.6 ช่วยลดอาการมืดขอบภาพลงได้เมื่อซูมที่ระยะ 200 มม.    อาการขอบภาพมืดหายไปเมื่อเปิดรูรับแสง f4 ที่ระยะซูม 80-135 มม.  ความคลาดสี (color aberration) ที่ขอบภาพต่ำที่ระยะ 135 มม. แต่กลับมีขยายมากขึ้นที่ระยะซูม 80 มม. และ 200 มม.  ความคลาดสีจะต่ำที่รูรับแสงกว้าง f2.8   โบเก้ค่อนข้างแตกต่างจากเลนซ์ยุคใหม่ที่ใบชัตเตอร์โค้งเพื่อให้รูรับแสงกลม  ดังนั้น เวลาที่ถ่ายภาพสะท้อนแสงอาทิตย์จะให้แสงสะท้อนเป็นแฉกดาว     80-200/2.8D เป็นเลนซ์ที่ใช้สนุกมากตัวหนึ่ง   สามารถถือบันทึกภาพได้หากใช้ความไวแสงตั้งแต่ ISO400 ขึ้นไป    ภาพที่ได้คมชัดทุกขนาดรุรับแสง และคมชัดมากตั้งแต่ f5.6 ขึ้นไป   สามารถถ่ายทอดสีสันสดใสและคอนทราสต์ดีสมชื่อนิคอน    การเปิดรูรับแสง f2.8 ทำให้ได้ตัวแบบที่โดดเด่นแยกจากฉากหลัง  มีคำแนะนำที่บอกต่อกันมาว่า ควรสวมฟิลเตอร์ติดหน้าเลนซ์ตลอดเวลาเพื่อป้องกันฝุ่นลอดเข้าภายในกระบอกเลนซ์เนื่องจากไม่ใช่ระบบ IF แท้  แต่เป็นการยื่นปากกระบอกออกมาพ้นเลนซ์ชิ้นหน้า ฟิลเตอร์จึงติดอยู่กับกระบอกแทนที่จะติดและหมุนไปกับเลนซ์ที่อยู่ลึกเข้าไป

เกลียวฟิลเตอร์อยู่ที่ปลายกระบอกเลนซ์  แยกจากชุดเลนซ์ที่ขยับเคลื่อนอยู่ภายในกระบอกโลหะ

ข้อแตกต่างจาก AF-S 70-200/2.8 VR II คือมีน้ำหนักที่เบากว่า   ลักษณะของโบเก้แตกต่างกัน   ความไวในการโฟกัสช้ากว่าประมาณ 80% เนื่องจากไม่มี SWM มอเตอร์ในกระบอกเลนซ์    คุณภาพของภาพไม่แตกต่างกัน  และราคาที่ต่างกันเกือบ 3 เท่า  ราคาจำหน่าย 80-200/2.8D จากศูนย์ฯในประเทศไทยอยู่ที่ 32,900 บาท  ราคาในตลาดมือสองประมาณ 20,000-22,000 บาท














ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น